ความสยองขวัญ ชัยชนะ และงานแต่งงาน
การถ่ายทอดผ่านดาวเทียมของ ซีอีเอส – 12 กันยายน 2004
เอ็ลเดอร์เจฟฟรีย์ อาร์. ฮอลแลนด์
แห่งโควรัมอัครสาวกสิบสอง
ขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมการประชุมในวันนี้ แม้ท่านไม่ทราบว่าผู้พูดคือใครก็ตาม ข้าพเจ้าตื่นเต้นมากที่ได้อยู่กับท่านที่นี่คืนนี้ ขอบคุณครับที่มาร่วมการประชุม แต่ท่านมาจากที่ไหนกันบ้าง (ไม่ต้องตอบครับ เราไม่มีเวลาให้ท่านตอบ) แม้ข้าพเจ้าจะมองไม่เห็นทุกท่าน แต่ก็ตื้นตันใจมากที่มี 80,000 คนได้ที่ร่วมชมการถ่ายทอดผ่านดาวเทียมในที่ต่าง ๆ ทั่วโลก เราขอต้อนรับทุกท่านและขอบคุณที่ท่านเข้าร่วมการประชุม และเชิญข้าพเจ้ามาพูด
ข้าพเจ้าต้องขอโทษแทนซิสเตอร์ฮอลแลนด์ด้วย เธออยากจะอยู่กับเรามาก แต่ต้องอยู่ในฮูสตัน เท็กซัสคืนนี้เพื่อช่วยดูแลหลานสาวคนใหม่ซึ่งเกิดจากบุตรสาวและบุตรเขยของเรา ถ้าท่านที่รวมกันอยู่ในฮูสตันจะค่อย ๆ เหลียวไปมองหลังห้อง ท่านอาจจะเห็นคุณยายตัวเล็ก ๆ น่ารักแอบนั่งอยู่แถวหลังแสร้งทำเป็นนักศึกษาสถาบันก็ได้ ข้าพเจ้าทราบดีว่าเธอดูสาวแค่ไหน หนุ่ม ๆ ทั้งหลาย แต่ได้โปรด เธอมีเจ้าของแล้ว ข้าพเจ้าซาบซึ้งในการสนับสนุนของเธอที่นั่นเท่าๆ กับ เธออยู่เคียงข้าพเจ้าที่นี่คืนนี้ ข้าพเจ้านำความรักของเธอมาให้ท่าน และหน้าที่ของคุณยายในเวลาเช่นนี้เท่านั้นที่ทำให้เธอมาอยู่กับเราที่นี่ไม่ได้ ซิสเตอร์ฮอลแลนด์ครับ ผมรักคุณ
ตามที่หลายท่านทราบมา ข้าพเจ้ากับซิสเตอร์ฮอลแลนด์เพิ่งกลับจากงานมอบหมายสองปีในชิลีที่ซึ่งเราเคยนั่งอยู่กับคนหนุ่มสาวและนักศึกษาสถาบันในศูนย์สเตคไกลออกไปครึ่งโลกเพื่อชมการถ่ายทอดจากสำนักงานใหญ่ของศาสนาจักร เรารู้สึกถึงพระวิญญาณของพระเจ้าและความรักของผู้นำด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรู้สึกถึงมิตรภาพของผู้คนหลายพันคนทั่วโลกที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันเหมือนกับท่านที่มีความเชื่อเหมือนกัน และต้องการสิ่งเดียวกันเพื่ออนาคตที่เพียบพร้อมและมีความสุข
คืนนี้ข้าพเจ้าคิดถึงเพื่อนหนุ่มสาวในชิลีมาก แต่คิดถึงเพื่อนทุกคนของเราที่มีอยู่ทั่วโลก ในอังกฤษ ฝรั่งเศส เกาหลี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ไนจีเรีย และยูเครนไม่น้อยไปกว่ากัน รวมทั้งท่านที่อยู่ทั่วอเมริกาเหนือด้วย “Bienvenidos” (ขอต้อนรับ) ทุกท่าน ไม่ว่าท่านจะพูดภาษาใด โปรดรู้ว่าข้าพเจ้ารักท่าน มีพลังมากทีเดียวในกลุ่มของเรา ข้าพเจ้าสวดอ้อนวอนขอพระวิญญาณและพรของพระเจ้าอยู่กับเราทุกคนและปรารถนาอย่างยิ่งว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าพูดจะมีค่าต่อท่านบ้าง
ความสยองขวัญ
ข้าพเจ้าต้องการพูดกับท่านคืนนี้เกี่ยวกับความวิตกอย่างต่อเนื่องในโลกและการท้าทายบางอย่างที่เราเผชิญทั้งในบ้านและต่างแดน แน่นอนว่ามีการท้าทายอยู่เสมอในทุกยุคและทุกสมัยการประทานแต่เมื่อวานนี้ 11 กันยายน เป็นวันครบรอบ 3 ปีของเหตุการณ์รุนแรงและคาดไม่ถึงซึ่งเขย่าขวัญคนทั้งโลก แน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาจากการกระทำนั้นส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตหลายด้านที่โลกถูกบีบบังคับให้เป็นไป บางทีด้วยวันครบรอบเช่นเมื่อวานนี้ ทำให้ความหวาดกลัวและความกังวลใจเกี่ยวกับวันเวลาของเราสมัยนี้ยังอยู่ในใจท่านในวันนี้
ไม่ว่าจะเป็นเช่นไร แน่นอนว่าเพื่อนบ้านเรา พลเมืองของประชาชาติที่เรากำลังถ่ายทอดการประชุมของเราออกไปในคืนนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2001 อกสั่นขวัญแขวน กลัวมากขึ้น ตื่นตระหนกเพราะเหตุการณ์ระหว่างประเทศ และเกือบทุกคนนำคำว่า “สยองขวัญ” มาใช้ใหม่ ไม่กี่ปีก่อนส่วนใหญ่คำนี้จะสงวนไว้ใช้กับการโฆษณาภาพยนตร์เกรดบีและนวนิยายของสตีเฟนคิงก็เท่านั้น น่าเศร้าจริง ๆ ที่ปัจจุบันเราเห็นคำนี้ทุกวันในหนังสือพิมพ์ และเป็นเรื่องปกติในการพูดคุย แม้แต่เด็ก ๆ รวมถึงเด็กนักเรียนในรัสเซียต้องรับรู้ว่าโลกที่เราอาศัยอยู่ จะได้รับผลกระทบอย่างโหดร้ายและนองเลือดจากคนที่เรียกว่า “ผู้ก่อการร้าย” และยังมีความเสียหายประเภทอื่นๆ อีก ทั้งจากธรรมชาติและอย่างอื่น ซึ่งบันทึกไว้ในข่าวและเตือนใจเราว่าชีวิตอาจบอบบาง ชีวิตอาจมีเหตุการณ์พลิกผันที่สำคัญยิ่ง
ยุคสุดท้าย
ในสภาวะการณ์เช่นนี้ ข้าพเจ้าทราบว่าหลายท่านเคยสงสัยในใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้มีอะไรเกี่ยวข้องกับกาลอวสานของโลก และชีวิตของท่านที่อยู่ในนั้น หลายคนถามว่า “นี่คือเวลาแห่งการเสด็จมาครั้งที่สองของพระผู้ช่วยให้รอดและทั้งหมดที่พยากรณ์ไว้เกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นหรือ แน่นอน หลังเกิดเหตุ 11 กันยาไม่นาน ผู้สอนศาสนาคนหนึ่งถามข้าพเจ้าด้วยความจริงใจ และเต็มไปด้วยศรัทธาว่า “เอ็ลเดอร์ฮอลแลนด์ครับ นี่เป็นช่วงวันเวลาสุดท้ายหรือครับ” ข้าพเจ้าเห็นความจริงจังในสีหน้าและความกลัวบางอย่างในดวงตาของเขา และต้องการขจัดความหวาดระแวง ข้าพเจ้าคิดว่าบางทีถ้ากอดเขาและใช้อารมณ์ขันก็อาจช่วยให้เขาคลายความวิตกได้บ้าง ข้าพเจ้ากอดเขาพลางพูดว่า “เอ็ลเดอร์ ผมอาจจะไม่ใช่คนฉลาดที่สุดแม้แต่ผมก็ยังรู้จักชื่อของศาสนาจักร” จากนั้นเราก็พูดคุยกันเกี่ยวกับการเป็นสิทธิชน “ยุคสุดท้าย” ข้าพเจ้าบอกว่า “ใช่ เอ็ลเดอร์ เราอยู่ในวันเวลาสุดท้าย แต่ไม่มีอะไรใหม่เลยเกี่ยวกับเรื่องนั้น การเสด็จมาครั้งที่สองของพระผู้ช่วยให้รอดตามสัญญาเริ่มต้นจากภาพที่มาปรากฏครั้งแรกของศาสดาโจเซฟ สมิธในปี 1820 ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นการเสด็จมาครั้งที่สอง และวันเวลาสุดท้ายเปิดฉากขึ้นเมื่อประมาณ 184 ปี และเรามั่นใจได้ว่าเราอยู่ในวันเวลาสุดท้าย – หลายต่อหลายปีของวันเวลาสุดท้าย” ข้าพเจ้าพูด จับมือเขาอย่างเป็นมิตร และให้กลับไปทำงานของเขา
เขายิ้ม ดูเหมือนจะสบายใจมากขึ้นที่ได้ฟังเช่นนั้นและไปทำงานของเขา ข้าพเจ้าคะเนว่าเขาจบงานเผยแผ่ที่ประสบความสำเร็จนานแล้วและเวลานี้คงอยู่ที่บ้านอย่างมีความสุขดำเนินชีวิตของเขาต่อไป หรืออาจจะนั่งฟังการประชุมนี้ที่ไหนสักแห่ง นั่งมองหาภรรยา! (เขาน่าจะทำเช่นนั้น)
ข้าพเจ้าอยากบอกว่า ข้าพเจ้าทราบว่าชายหนุ่มคนนี้กำลังถามอะไร จริง ๆ แล้วเขาหมายความว่า “ผมจะจบมิชชั่นไหม จะศึกษาหาความรู้ไปทำไม ผมจะได้แต่งงานหรือเปล่า ผมจะมีอนาคตไหม ผมจะมีความสุขในวันข้างหน้าบ้างไหม” ข้าพเจ้าตอบท่านเหมือนที่ตอบเขาเมื่อสามปีก่อน “มีแน่นอน- มีสำหรับทั้งหมดที่ถามมา”
เกี่ยวกับเวลาที่แน่นอนของการเสด็จครั้งที่สองซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายและทุกคนจะเห็นนั้นพร้อมกับเหตุการณ์ที่ปั่นป่วนวุ่นวาย ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด นอกจากนี้ ประธานกอร์ดอน บี. ฮิงค์ลีย์กล่าวว่า ตัวท่านเองก็ไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด และนั่นเพราะ ไม่มีใคร รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด พระผู้ช่วยให้รอดตรัสว่า แม้แต่เทพในสวรรค์ก็จะไม่รู้ (ดู มัทธิว 24:36)
เราควรสังเกตเครื่องหมายและอ่านความหมายของฤดูกาลต่าง ๆ เราควรดำเนินชีวิตให้ซื่อสัตย์ที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ เราควรแบ่งปันพระกิตติคุณกับทุกคนเพื่อเขาจะได้รับพรและความคุ้มครอง แต่เราไม่สามารถและต้องไม่ขวัญเสียเพียงเพราะเหตุการณ์นั้น และเหตุการณ์รอบตัวจะเกิดขึ้นในอนาคต ในเวลาที่ไม่มีใครรู้ เราจะหยุดดำเนินชีวิตไม่ได้ เราควรดำเนินชีวิตให้ดียิ่งกว่าแต่ก่อน ทั้งนี้ก็เพราะนี่คือสมัยการประทาน ความสมบูรณ์ แห่งเวลา
ที่พูดเช่นนั้นเพราะเมื่อไม่นานมานี้ – คิดว่าหลังเหตุการณ์ 11 กันยา – ข้าพเจ้าได้ยินความเห็นที่น่าหดหู่และเต็มไปด้วยความหวาดกลัวมากจากบางคนที่อยู่ในวัยเดียวกับท่านเกี่ยวกับคำถามที่ผู้สอนศาสนาคนนั้นมีอยู่ในใจ ข้าพเจ้าได้ยิน ท่าน บางคนพูดว่า ท่าน สงสัยว่าจะไปเป็นผู้สอนศาสนา หรือเรียนหนังสือ หรือวางแผนงานอาชีพไปทำไมถ้าโลกที่เราอยู่ไม่มีความแน่นอนเอาเสียเลย แม้แต่คนที่เป็นแฟนกันยังพูดว่า “เราไม่รู้ว่าเราควรแต่งงานหรือไม่ในยามแปรปรวนเช่นนี้”
ที่แย่ที่สุดคือ ข้าพเจ้าได้ยินเสียงของคนที่เพิ่งแต่งงานบางคนถามว่า ควรหรือไม่ที่เขาจะให้กำเนิดบุตรในโลกที่มีแต่ความสยองขวัญและจวนประสบกับมหันตภัยของยุคสุดท้าย ข้าพเจ้าขอบอกท่านว่าเจตคติเช่นนั้นทำให้ข้าพเจ้ากังวลใจมากกว่าอัลเกดาเสียอีก
ข้าพเจ้ามีเพียงสองเรื่องที่จะพูดกับใครก็ตามที่เป็นห่วงอนาคต ข้าพเจ้าพูดด้วยความรักจากใจ
หนึ่ง เราต้อง ไม่ ปล่อยให้ความกลัวและบิดาแห่งความกลัว (ซาตาน) เบนเราออกจากศรัทธาของเราและการดำเนินชีวิตอย่างซื่อสัตย์ ไม่ว่าจะอยู่วัย ใด หรือสภาพใด มีคำถาม ตลอดเวลา เกี่ยวกับอนาคต คนหนุ่มสาวหรือคู่หนุ่มสาวทุกคนในทุกยุคต้องเดินด้วยศรัทธาไปสู่สิ่งที่มีความไม่แน่นอน ตลอดเวลา – เริ่มจากแอดัมและอีฟขณะก้าวอย่างไม่ค่อยมั่นใจออกจากสวนอีเด็นเป็นครั้งแรก แต่นั่นไม่เป็นไร นี่คือแผน ทุกอย่างจะเรียบร้อย ขอให้ซื่อสัตย์ พระผู้เป็นเจ้าทรงควบคุมดูแล พระองค์ทรงรู้จักชื่อของท่านและความต้องการของท่าน
ศรัทธา ในพระเจ้าพระเยซูคริสต์ นี่คือหลักธรรมข้อแรกของพระกิตติคุณ ดังกล่าวไว้ในเพลงสวดของประธานเดย์ลีย์เพื่อรำลึกถึงผู้บุกเบิกของเราในอดีต “ศรัทธาในทุกย่างก้าว”1 แต่เช่นเดียวกับผู้บุกเบิกเหล่านั้น ท่านต้องก้าวต่อไป หนึ่งก้าว แล้วอีกหนึ่งก้าว และอีกก้าว นั่นคือวิธีที่จะทำให้งานสำเร็จ ทำให้เป้าหมายบรรลุ และยึดพรมแดนได้ ถ้าพูดให้สูงกว่านั้น นี่คือวิธีสร้างโลก และนี่คือวิธีสร้างโลกของท่าน
พระผู้เป็นเจ้าทรงคาดหวังว่าท่านจะมีศรัทธาและความเด็ดเดี่ยวมากพอ วางใจในพระองค์พอที่จะก้าวต่อไป ดำเนินชีวิตต่อไป และร่าเริงยินดีต่อไป อันที่จริง พระองค์มิได้ทรงคาดหวังให้ท่านเผชิญอนาคตเท่านั้น (ฟังแล้วออกจะดูน่ากลัวและดูเฉยชาไปสักหน่อย) พระองค์ทรงคาดหวังให้ท่านอ้าแขนรับและหล่อหลอมอนาคต – ให้รักอนาคตและร่าเริงยินดีในอนาคต และเบิกบานในโอกาสของท่าน
พระผู้เป็นเจ้าทรงรอโอกาสอย่างพระทัยจดจ่อที่จะตอบคำสวดอ้อนวอนของท่านและทำให้ฝันท่านเป็นจริง เหมือนดังที่พระองค์ทรงทำมาตลอด แต่พระองค์ทรงทำไม่ได้หากท่านไม่สวดอ้อนวอนและพระองค์ทรงทำไม่ได้หากท่านไม่ฝัน สรุปแล้ว พระองค์ทรงทำไม่ได้หากท่านไม่เชื่อ
ข้าพเจ้าจะขอใช้ความรู้ที่มีอยู่มากมายเกี่ยวกับนิทานก่อนนอนของเด็ก ท่านเลือกได้ว่าจะเป็นไก่แบบไหน ท่านเลือกเอาเองว่าจะเป็นเหมือน “ลูกเจี๊ยบ” ที่วิ่งพลางตะโกนพลางว่า “ฟ้ากำลังถล่ม ฟ้ากำลังถล่ม” หรือจะเป็นเหมือนแม่ไก่น้อยสีแดงที่ก้าวฉับ ๆ ไปข้างหน้า ทำในสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์ ไม่สนใจว่าใครช่วยหรือไม่ช่วยท่าน หรือใครเชื่อหรือไม่เชื่ออย่างที่ท่านเชื่อ
พอแค่นี้นะครับสำหรับนิทานเรื่องไก่ ลองพิจารณาพระคัมภีร์สักสองข้อซึ่งพูดถึงคนที่อยู่ในช่วงกลียุค
ข้อแรกจากคำสอนและพันธสัญญาภาค 101 ถ้าท่านจำได้ การเปิดเผยนี้เกิดขึ้นเมื่อสิทธิชนที่รวมกันในมิสซูรีกำลังประสบการข่มเหงอย่างหนัก เป็นการข่มเหงที่แสนสาหัส ฝูงชนไล่พวกเขาออกจากบ้าน ความมุ่งร้ายและแม้ความเกลียดชังไล่หลังพวกเขาจากเมืองหนึ่งไปเมืองหนึ่งขณะหาที่หลบภัย สิทธิชนที่หวาดหวั่นเหล่านี้สูญเสียที่ดิน ฝูงสัตว์เลี้ยง เสื้อผ้า เครื่องเรือน พืชผล และทรัพย์สินส่วนตัวจำนวนมาก เขาได้ยินคำขู่ฆ่าทุกวัน ข้าพเจ้าคิดว่านี่เป็นช่วงเวลาที่อันตรายและยุ่งยากที่สุดเท่าที่ศาสนาจักรเคยประสบ - ข้าพเจ้าขอพูดว่า “เต็มไปด้วยความสยองขวัญ” - ต่อมา คำต่าง ๆ เช่น “โรงโม่ของฮอน” และ “คุกลิเบอร์ตี” ได้เข้ามาอยู่ในคลังศัพท์ของเรา และในความทรงจำของเรา - ตลอดกาล
แต่ในเวลาอันน่าหวาดหวั่นเช่นนั้น พระเจ้าตรัสกับผู้คนของพระองค์ว่า
“ให้ใจของเจ้าสบายเกี่ยวกับไซอัน เพราะเนื้อหนังทั้งปวงอยู่ในมือเรา จงนิ่งและรู้ว่าเราคือพระผู้เป็นเจ้า
“ไซอันจะไม่ถูกย้ายออกจากที่ของมัน ทั้งที่ลูก ๆ ของมันกระจัดกระจายไป
“คนที่ยังอยู่ และมีใจบริสุทธิ์จะกลับมาและมาสู่มรดกของเขา พวกเขาและลูกหลานของเขา ด้วยเพลงแห่งความสุขอันเป็นนิจที่จะเสริมสร้างที่รกร้างของไซอัน-
“และสิ่งทั้งหมดนี้เพื่อคำของศาสดาจะได้สำเร็จ” (ค.พ. 101:16-19)
ดังนั้น เพื่อนหนุ่มสาวทั้งหลาย ขอให้ท่านสบายใจเกี่ยวกับไซอัน และจดจำนิยามสำคัญที่สุดของไซอันที่เราเคยได้รับ – ผู้มี “ใจบริสุทธิ์” (ค.พ. 97:21) ถ้าท่านจะรักษาใจให้บริสุทธิ์ ท่าน ลูก ๆ และหลาน ๆ ของท่านจะร้องเพลงแห่งความสุขอันเป็นนิจขณะเสริมสร้างไซอัน - และท่านจะไม่ถูกย้ายออกจากที่ของท่าน
อีกข้อหนึ่งที่ข้าพเจ้าพูดถึงคือ พระดำรัสของพระผู้ช่วยให้รอดถึงสาวกของพระองค์ขณะพระองค์เผชิญการตรึงกางเขนและขณะที่สาวกเผชิญความกลัว การก่อกวน และการข่มเหง เกี่ยวกับช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก ในคำแนะนำครั้งสุดท้ายที่พระองค์ทรงให้สาวกในชีวิตมรรตัย และโดยทรงทราบดีว่ามีอะไรอยู่เบื้องหน้าพระองค์และเบื้องหน้าเขา พระองค์ตรัสว่า “เราได้บอกเรื่องนี้แก่ท่าน เพื่อท่านจะได้มีสันติสุขในเรา ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก แต่จงชื่นใจเถิดเพราะว่าเราได้ชนะโลกแล้ว” (ยอห์น 16:33)
ดังนั้น ในโลกแห่งความทุกข์ยาก – และจะมีความทุกข์ยากมากมายตลอดเวลา - เราจงระลึกถึงศรัทธาของเรา เราจงนึกถึงคำสัญญาและคำพยากรณ์ อื่น ๆ ที่ให้ไว้ ทั้งหมดที่ทำให้เราอุ่นใจ และเราจงดำเนินชีวิตให้ดียิ่งขึ้น ด้วยความกล้าหาญและองอาจมากกว่ายุคใด ๆ ในประวัติศาสตร์ พระคริสต์ทรงเอาชนะโลกและทรงทำทางตรงไว้ให้เราในแดนทุรกันดาร พระองค์ตรัสกับเราในสมัยของเราว่า “จงคาดเอวของเจ้าและพร้อมไว้ ดูเถิด อาณาจักรเป็นของเจ้า และศัตรูจะไม่ชนะ” (ค.พ. 38:9) เราจงคาดเอว เรามาร้องเพลงแห่งความสุขอันเป็นนิจด้วยความร่าเริงยินดีกันเถิด
ชัยชนะ
เรื่องนี้นำเข้าสู่อีกประเด็นหนึ่งที่เกี่ยวข้องกันซึ่งข้าพเจ้าต้องการพูดถึงเกี่ยวกับวันเวลาที่ท่านและข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่
ในช่วงที่เราวิตกกังวล เรามักจดจ่อ (เหมือนผู้สอนศาสนาหนุ่มคนนั้น) อยู่กับคำว่า “ยุคสุดท้าย” ของชื่อนั้น
แต่คืนนี้ข้าพเจ้าขอให้ทุกท่านจดจ่ออยู่กับคำว่า “สิทธิชน” ของวลีนั้น นี่คือองค์ประกอบของชื่อศาสนาจักรที่เราควรเอาใจใส่ ควรเอาใจใส่ตั้งแต่เดี๋ยวนี้ จงนึกถึงพรที่เราได้รับ นึกถึงยุคสมัยอันน่าทึ่งที่เรามีชีวิตอยู่ คิดถึงพรทางเศรษฐกิจ การศึกษา วิทยาศาสตร์ และทางวิญญาณที่เรามีอย่างที่ ไม่มี ยุคใดหรือคนใดในประวัติศาสตร์โลกเคยมีมาก่อน แล้วพิจารณาความรับผิดชอบของเราที่ต้องดำเนินชีวิตอย่างมีค่าควรในช่วงเวลานี้
สมัยของการประทานที่ยิ่งใหญ่นี้
เรากำลังปรากฏตัวบนเวทีของความเป็นมรรตัยในสมัยการประทานใหญ่สุดของพระกิตติคุณเท่าที่เคยให้แก่มนุษยชาติและเราต้องทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด
นี่คือข้อความที่ข้าพเจ้าชอบอ้างจากศาสดาโจเซฟ สมิธ “การเสริมสร้างไซอันเป็นอุดมการณ์ที่ผู้คนของพระผู้เป็นเจ้าในทุกยุคสมัยให้ความสนใจ เป็นหัวข้อที่ศาสดา ปุโรหิต และกษัตริย์สาธยายด้วยความพอใจเป็นพิเศษ พวกท่านตั้งตาคอยวันเวลาที่เราจะมีชีวิตอยู่ด้วยความคาดหวังอันน่ายินดี ร้อนรุ่มด้วยความคาดหวังอันน่ายินดีและเลิศล้ำ พวกท่านร้องเพลง เขียน และพยากรณ์ถึงวันเวลาของเรา…เราเป็นผู้คนอันเป็นที่โปรดปรานซึ่งพระผู้เป็นเจ้าทรง [เลือก] เพื่อทำให้ยุคสุดท้ายเฟื่องฟู”2
สังเกตคำยืนยันคล้ายกันนี้จากวิลฟอร์ด วูดรัฟฟ์ในปี 1894 – ข้าพเจ้าไม่จำเป็นต้องเตือนความจำท่านถึงการท้าทายอันหนักหนาสาหัสที่ประธานวูดรัฟฟ์เผชิญ ข้าพเจ้าคิดว่า สมัยนั้น ในตะวันตกคงน่ากลัวเท่า ๆ กับช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าพูดถึงในมิสซูรี ศาสดาถูกตัดขาดจากโลกภายนอก อัครสาวกอยู่ในคุก ความกลัว (ในคำพูดของประธานวูดรัฟฟ์) ว่าทั้งประเทศจะหันมาต่อต้านผู้คนของเรา เตรียมทำสงครามกับศาสนาจักร3
แม้กระนั้น ท่านกล่าวท่ามกลางความยุ่งยากว่า “พระผู้ทรงฤทธานุภาพทรงอยู่กับคนพวกนี้ เราจะได้รับการเปิดเผยทั้งหมดที่ต้องการ ถ้าเราจะทำหน้าที่ของเราและเชื่อฟังพระบัญชาของพระผู้เป็นเจ้า…ขณะที่ข้าพเจ้า…มีชีวิตข้าพเจ้าอยากทำหน้าที่ของตนเอง ข้าพเจ้าอยากให้สิทธิชนยุคสุดท้ายทำหน้าที่ของเขา…ความรับผิดชอบของเขาใหญ่หลวงและยิ่งใหญ่ พระเนตรของพระผู้เป็นเจ้าและของศาสดาผู้บริสุทธิ์ทั้งหมดเฝ้าดูเรา นี่เป็นสมัยการประทานอันเลิศล้ำที่พูดไว้นับแต่โลกเริ่มต้น เรามารวมกัน…โดยพลังและพระบัญชาของพระผู้เป็นเจ้า เรากำลังทำงานของพระผู้เป็นเจ้า…ขอให้เราจงทำพันธกิจของเราให้ลุล่วง”4
สุดท้าย ขอข้าพเจ้าแบ่งปันข้อความนี้ที่มาจากประธานฮิงค์ลีย์ ศาสดายุคปัจจุบันของเราผู้นำทางเราขณะนี้ผ่านช่วงเวลาท้าทายในโมงของเรา ท่านหยิบยกเรื่องที่ประธานวูดรัฟฟ์สนใจมากล่าวในการประชุมใหญ่สามัญเดือนเมษายนที่เพิ่งผ่านมาโดยบอกเราทุกคนว่า
“คนรุ่นเราเป็นผลเก็บเกี่ยวครั้งสุดท้ายของทุกคนที่ล่วงไปก่อนเรา การได้ชื่อว่าเป็นสมาชิกของศาสนาจักรเท่านั้นยังไม่พอ ข้อผูกมัดอันศักดิ์สิทธิ์อยู่บนเรา ขอให้เรายอมรับและทำให้สำเร็จ
“เราต้องดำเนินชีวิตในฐานะผู้ติดตามที่แท้จริงของพระคริสต์ โดยมีความใจบุญต่อทุกคน ตอบแทนความชั่วด้วยความดี สอนวิถีของพระเจ้าโดยตัวอย่าง และทำการรับใช้มากมายที่พระองค์ทรงวางไว้ให้สำเร็จ
“ขอให้เราดำเนินชีวิตคู่ควรกับของประทานแห่งความสว่าง ความเข้าใจ และความจริงนิรันดร์ ซึ่งฝ่าอันตรายทุกอย่างของอดีตจนมาถึงเรา ด้วยเหตุผลบางอย่าง ในหมู่คนที่เดินบนโลกนี้ เราถูกนำออกมาในฤดูกาลที่โดดเด่นและเลิศล้ำนี้ จงขอบพระทัยและเหนือสิ่งอื่นใด จงซื่อสัตย์”5
น่าสนใจที่ในข้อความ 3 ข้อความเหล่านั้น ศาสดาของเราไม่ได้จดจ่ออยู่กับความสยองขวัญของช่วงเวลาที่ท่านมีชีวิตอยู่และลางร้ายของยุคสุดท้ายที่เราทุกคนมีชีวิตอยู่ขณะนี้ แต่พวกท่านรู้สึกว่าต้องพูดถึงโอกาสและพร และเหนือสิ่งอื่นใดถึงความรับผิดชอบ เราต้องไขว่คว้าสิทธิพิเศษที่เสนอให้เราในสมัยการประทานประเสริฐสุดนี้ ข้าพเจ้าชอบบรรทัดหนึ่งจากคำกล่าวของศาสดาโจเซฟ สมิธที่ว่า ศาสดา ปุโรหิต และกษัตริย์ในสมัยก่อน “ตั้งตาคอยวันเวลาที่เราจะมีชีวิตอยู่ด้วยความคาดหวังอันน่ายินดี ร้องเพลง เขียน และพยากรณ์ถึงวันเวลาของเรา” พวกท่านยินดีเรื่องอะไร ข้าพเจ้ามั่นใจว่าพวกท่านไม่ได้จดจ่ออยู่กับความสยองขวัญและเรื่องเศร้า ถ้อยคำของบราเดอร์วูดรัฟฟ์มีดังนี้ “พระเนตรของพระผู้เป็นเจ้าและของศาสดาผู้บริสุทธิ์ทั้งหมดเฝ้าดูเรา นี่เป็นสมัยการประทานอันเลิศล้ำที่พูดไว้นับแต่โลกเริ่มต้นมา” และประธานฮิงค์ลีย์กล่าวอีกครั้งว่า “ [ฝ่า] อันตรายทุกอย่างของอดีตจนมาถึงเรา ด้วยเหตุผลบางอย่าง ในหมู่คนที่เดินบนโลกนี้ เราถูกนำออกมาในฤดูกาลที่โดดเด่นและเลิศล้ำนี้ จงขอบพระทัยและเหนือสิ่งอื่นใด จงซื่อสัตย์”
ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าทั้งหมดนั้นทำให้ท่านรู้สึกอย่างไร แต่ความวิตกที่ไม่จำเป็นของข้าพเจ้าเกี่ยวกับช่วงเวลาที่เรามีชีวิตอยู่พลันสลายไปสิ้น ข้าพเจ้ารู้สึกถ่อมและตื่นเต้นทางวิญญาณ ได้รับแรงบันดาลใจกับโอกาสที่เราได้รับ พระผู้เป็นเจ้าทรงเฝ้าดูโลกของพระองค์ ศาสนาจักรของพระองค์ ผู้นำของพระองค์ และแน่นอน พระองค์ทรงเฝ้าดูท่าน ขอให้เราเพียงมั่นใจว่าเรามี “ใจบริสุทธิ์” และเราซื่อสัตย์ ท่านจะได้รับพรมากเหลือเกิน ลูกและหลานของท่านช่างโชคดีเหลือเกิน
ลองคิดดูนะครับ นับแต่ยุคพระกิตติคุณเรื่อยมาไม่มีใครเคยเข้าใกล้พรที่เราได้รับเลย – รวมทั้งบิดามารดาของเรา ในหลายกรณี --- ได้รับพรอย่างที่ท่านและข้าพเจ้าได้รับ
ลองนึกถึงความช่วยเหลือที่เราได้รับในการนำแสงสว่างแห่งพระกิตติคุณไปสู่โลกที่มืดมน เรามีผู้สอนศาสนาประมาณ 55,000 คน เห็นได้ชัดว่ามากในวันเวลาของเรายิ่งกว่าช่วงเวลาใดในทุกยุคของประวัติศาสตร์โลกนับแต่ต้นมา และตัวเลขนั้นซ้ำกันเหมือนเดิมทุกสองปี โดยคนที่ออกไปแทนคนที่อยู่มาก่อน เราต้องการเพิ่มขึ้น เรามีสิทธิชนอยู่ใน 170 กว่าประเทศ เราพิมพ์พระคัมภีร์ เกือบ 100 ภาษา
หลังจาก 6,000 ปี หรือราว ๆ นั้นเมื่อมีพระวิหารหนึ่งแห่งในซีกโลกตะวันออก (สร้างขึ้นใหม่สองหรือสามครั้งแต่เป็นพระวิหารหลังเดิมบนเขาลูกเดิม คือเขาโมริยาห์ในเจรูซาเล็ม) และมีพระวิหารสองหรือสามแห่งในประวัติศาสตร์พระคัมภีร์มอรมอน ปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่พระวิหารทวีขึ้นเร็วมากจนเราแทบจะตามไม่ทัน ไม่กี่นาทีก่อนเรามีพระวิหารเปิดดำเนินการ 119 แห่ง และข้าพเจ้ามั่นใจจะมีประกาศให้สร้างอีก
ยังมีความอัศจรรย์ของคอมพิวเตอร์ที่ช่วยเราจัดเก็บข้อมูลประวัติครอบครัวและประกอบพิธีการความรอดอย่างเป็นระบบเพื่อไถ่คนตายของเรา ยังมีการคมนาคมสมัยใหม่ที่อำนวยให้ฝ่ายประธานสูงสุด อัครสาวกสิบสอง และเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ท่านอื่นเดินทางไปทั่วโลกและเป็นพยานด้วยตนเองถึงพระเจ้าต่อสิทธิชนทุกคนในทุกประเทศ ยังมีอีกว่า ถ้าเราไปเองไม่ได้ เราสามารถ “ส่ง” ดังพระคัมภีร์กล่าว การถ่ายทอดผ่านดาวเทียมไปได้ เหมือนที่เรากำลังใช้คืนนี้ (ดู ค.พ. 84:62)
ยังมีองค์ประกอบ ทั้งหมด ของการศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสาร การคมนาคม การแพทย์ โภชนาการ และการเปิดเผยที่อยู่รายรอบ และเราเริ่มตระหนักสิ่งที่เทพโมโรไนพูดไว้เมื่อท่านกล่าวย้ำแก่เด็กหนุ่มศาสดาโจเซฟ สมิธ ซึ่งอ้างอิงศาสดาโยเอล ศาสดาในสมัยพันธสัญญาเดิมว่า ในวันเวลาสุดท้าย พระผู้เป็นเจ้าจะทรงเทพระวิญญาณของพระองค์แก่ “มนุษย์ทั้งปวง” และทั่วโลก ทั้งมนุษยชาติจะได้รับพรโดยแสงสว่างซึ่งเข้ามาในทุกแขนงแห่งความอุตสาหะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ (โยเอล 2:28 เพิ่มตัวเอน ดู โจเซฟ สมิธ – ประวัติ 1:41)
เราพิจารณาพรทั้งปวงนี้ที่เรามีในสมัยการประทานของเราแล้วเราจึงหยุดชั่วขณะเพื่อทูลพระบิดาในสวรรค์ว่า “พระองค์ยิ่งใหญ่” และ “พระองค์กรุณายิ่ง”
ความจริงแล้วข้าพเจ้ามีทฤษฎีเกี่ยวกับสมัยการประทานและผู้นำ ครอบครัว และผู้คนที่มีชีวิตอยู่ในสมัยนั้น ซึ่งศาสดาโจเซฟ ประธานวูดรัฟฟ์ และประธานฮิงค์ลีย์พูดถึง ข้าพเจ้าคิดอยู่บ่อย ๆ เกี่ยวกับผู้นำเหล่านั้นและสภาพอันตรายที่พวกท่านประสบ พวกท่านเผชิญช่วงเวลาที่ยุ่งยากมากและส่วนใหญ่ ไม่ ประสบความสำเร็จในสมัยของท่าน ในที่สุดการละทิ้งความเชื่อและความมืดก็มาถึงทุกยุคสมัยในประวัติศาสตร์ก่อนหน้านี้ แท้จริงแล้ว จุดมุ่งหมายทั้งมวลของการฟื้นฟูพระกิตติคุณในยุคสุดท้ายนี้คือ การฟื้นฟู ไม่ สามารถอยู่รอดได้ในสมัยก่อนและด้วยเหตุนี้จึงต้องดำเนินการในยุคสุดท้ายเพื่อจะมีชัย
เราทราบการท้าทายที่ลูกหลานของเอบราแฮมเผชิญ และยังคงเผชิญอยู่ เราทราบปัญหาของโมเสสกับชาวอิสราเอลที่ออกจากอียิปต์แต่ไม่สามารถเอาอียิปต์ออกไปจากตนเองได้ อิสยาห์คือศาสดาที่เห็นการหายไปทางเหนือของคนสิบเผ่า เยเรมีย์ เอเสเคียล และดาเนียลล้วนเป็นศาสดาระหว่างตกเป็นเชลย เปโตร ยากอบ ยอห์น และเปาโล บุคคลยิ่งใหญ่แห่งพันธสัญญาใหม่ ทุกคนเห็นการละทิ้งความเชื่อคืบคลานเข้ามาในโลกในช่วงเวลาก่อนพระผู้ช่วยให้รอดจะจากไปด้วยซ้ำและแน่นอนขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่ ลองคิดถึงศาสดาสมัยพระคัมภีร์มอรมอนสิครับ สมัยการประประทานดังกล่าวสิ้นสุดด้วยการสื่อสารอันเจ็บปวดระหว่างมอรมอนกับโมโรไนเกี่ยวกับสภาพอันลำบากที่เขาเผชิญและผู้คนที่เขารักกำลังตกอยู่ในความระส่ำระสาย ความสยองขวัญ และความเสื่อมทราม
สรุปคือ การละทิ้งความเชื่อและความพินาศไม่แบบใดก็แบบหนึ่งคือชาตะกรรมสุดท้ายของสมัยการประทานทั่วไปทั้งหมดที่เรามีมาแต่โบราณ แต่ทฤษฎีของข้าพเจ้ามีดังนี้ ชายหญิงที่ยิ่งใหญ่เหล่านั้น ผู้นำในยุคที่ผ่าน ๆ มา สามารถดำเนินต่อไป เป็นพยานต่อไป และพยายามต่อไปอย่างที่สุดได้นั้น ไม่ใช่เพราะเขารู้ว่า เขา จะประสบความสำเร็จ แต่เพราะเขารู้ว่า ท่านจะประสบความสำเร็จ ข้าพเจ้าเชื่อว่าเขาเกิดความกล้าและมีความหวังจากสภาพการณ์ของเขาไม่มากเท่าจากสภาพการณ์ท่าน จากหนุ่มสาวที่ยอดเยี่ยมผู้เข้าร่วมการประชุมหลายแสนคนทั่วโลกในค่ำคืนนี้ด้วยความพยายามอันแน่วแน่ที่จะทำให้พระกิตติคุณแพร่ออกไปและมีชัย
โมโรไนพูดกับเราผู้จะได้รับบันทึกของท่านในยุคสุดท้ายดังนี้
“ดูเถิด พระเจ้าทรงแสดงเรื่องยิ่งใหญ่และน่าอัศจรรย์เกี่ยวกับสิ่งซึ่งจะต้องมาในไม่ช้าแก่ข้าพเจ้า ในวันนั้นเมื่อสิ่งเหล่านี้จะออกมาในบรรดาพวกท่าน
“ดูเถิด ข้าพเจ้าพูดกับท่านราวกับท่านอยู่ต่อหน้า และที่จริงไม่อยู่ แต่ดูเถิด พระเยซูคริสต์ทรงแสดงให้ข้าพเจ้าเห็นท่าน และข้าพเจ้ารู้การกระทำของท่าน” (มอรมอน 8:34-35)
ข้าพเจ้าคิดว่า ไม่วิธีใดก็วิธีหนึ่ง ศาสดาและอัครสาวกสมัยก่อน ทุกคนเคยเห็นยุคสมัยของเราจริง ๆ สิ่งที่ท่านเห็นทำให้ท่านมีกำลังใจในยุคของท่านที่ประสบความสำเร็จน้อยกว่า ท่านเหล่านั้นรู้เรื่องของเรามากทีเดียว ศาสดาเช่น โมเสส นีไฟ และน้องชายของเจเร็ดเห็นยุคสุดท้ายในภาพที่ละเอียดมาก บางสิ่งที่ท่านเห็นก็ไม่น่าพึงใจ แต่แน่นอนว่าคนรุ่นก่อนทั้งหมดได้กำลังใจจากการรู้ว่าในที่สุดจะมีสมัยการประทานหนึ่งซึ่งจะไม่ล้มเหลว
ยุคสมัยของเรา ไม่ใช่ของพวกท่าน เป็นวันที่ทำให้พวกท่าน “มีความคาดหวังอันน่ายินดีและเลิศล้ำ” และทำให้พวกท่านร้องเพลงและพยากรณ์ถึงชัยชนะ กล่าวโดยรวมคือ ยุคสมัยของเราคือยุคที่เหล่าศาสดาตั้งตาคอยนับแต่กาลเริ่มต้น และท่านเหล่านั้นยังอยู่ที่นั่น กำลังเชียร์เราอยู่ที่โลกแห่งวิญญาณ แท้จริงแล้ว โอกาสที่ พวกท่าน จะถือว่าตนเองประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์ขึ้นอยู่กับความซื่อสัตย์ของเรา และชัยชนะของเรา ข้าพเจ้าชอบคิดว่าตนไปสู้รบในวันเวลาสุดท้าย เป็นตัวแทนแอลมาและอบินาได ในสิ่งที่ท่านวิงวอน เป็นตัวแทนเปโตรและเปาโลและการเสียสละของท่าน ถ้าท่านไม่ตื่นเต้นกับงานมอบหมายแบบนี้ในการแสดงแห่งประวัติศาสตร์ ท่านก็จะไม่สามารถตื่นเต้นได้
งานแต่งงาน
ข้าพเจ้าจะขอเพิ่มองค์ประกอบอีกอย่างหนึ่งเข้าไปในทัศนะเรื่องสมัยการประทานที่คิดว่าจะตามมาโดยอัตโนมัติ เพราะนี่คือสมัยการประทานสุดท้ายและยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะสิ่งทั้งปวงจะบรรลุถึงจุดสูงสุดและสัมฤทธิ์ผลในยุคของเรา ด้วยเหตุนี้จึงมีความรับผิดชอบพิเศษจำเพาะอย่างหนึ่ง ความรับผิดชอบเจาะจงอย่างหนึ่ง ตกอยู่กับเราในศาสนาจักรเวลานี้ซึ่งไม่ได้เป็นแบบเดียวกับสมาชิกศาสนาจักรในยุคใดก่อนหน้านี้ ไม่เหมือนศาสนาจักรในสมัยของเอบราแฮมหรือโมเสส อิสยาห์หรือเอเสเคียล หรือแม้แต่ในสมัยพันธสัญญาใหม่ของยากอบและยอห์น เรา มีความรับผิดชอบที่ต้องเตรียมศาสนาจักรของพระเมษโปดกของพระผู้เป็นเจ้าให้พร้อมต้อนรับพระเมษโปดกของพระผู้เป็นเจ้า – ผู้เสด็จมาด้วยพระองค์เอง ในรัศมีภาพอันน่ายินดี ในบทบาทมิลเลเนียมของพระองค์ในฐานะจอมกษัตริย์และจอมเจ้านาย ไม่เคยมีสมัยการประทานใดทำหน้าที่นั้น
ในภาษาพระคัมภีร์ เราคือกลุ่มคนที่ถูกระบุไว้ในประวัติศาสตร์ทั้งมวลว่าต้องเตรียมเจ้าสาวไว้รับการมาของเจ้าบ่าวและคู่ควรแก่การเชื้อเชิญให้ร่วมงานแต่งงาน14 กล่าวโดยรวมคือ - ไม่ว่าจะในชีวิตของเราหรือของลูกหลานของเรา หรือเมื่อใดก็ตาม – กระนั้นก็ตาม เรามีความรับผิดชอบในฐานะศาสนาจักร และในฐานะสมาชิกของศาสนาจักรนั้น ที่ต้องคู่ควรกับการให้พระคริสต์เสด็จมาหาเรา คู่ควรให้พระองค์ทักทายเรา ยอมรับเรา รับเรา และโอบกอดเรา ชีวิตที่เรามอบแด่พระองค์ในโมงอันศักดิ์สิทธิ์นั้นต้อง คู่ควรกับพระองค์
พระองค์ต้องยอมรับเรา
การปล่อยวางความกลัวอนาคตหรือความกังวลกับขนาดของหลุมหลบภัยหลังบ้านทำให้ข้าพเจ้ามีแต่ความยำเกรง ท่วมท้นไปด้วยสำนึกในหน้าที่ของการเตรียมชีวิตตนเอง (และไปจนถึงขนาดช่วยเตรียมชีวิตสมาชิกของศาสนาจักร) ให้พร้อมรับวันที่พยากรณ์ไว้นานแล้ว พร้อมสำหรับการถ่ายโอนอำนาจ พร้อมสำหรับเวลาเมื่อเราจะทำการมอบศาสนาจักรแด่พระองค์ผู้เป็นเจ้าของ
ข้าพเจ้าทราบว่าเมื่อพระคริสต์เสด็จมา สมาชิกของศาสนาจักร ต้อง มองและทำอย่างที่ สมาชิกของศาสนาจักรของพระองค์ ควร มองและทำถ้าเราอยากให้พระองค์ยอมรับ เราต้องทำงานของพระองค์และดำเนินชีวิตตามคำสอนของพระองค์ พระองค์ต้องทรงรู้จักว่าเราเป็นสาวกของพระองค์อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ดังที่ประธานเจ. รูเบ็น คลาร์กเคยกล่าวว่า “ศรัทธาของเราต้องมองออกได้ ไม่ ยาก”8
ใช่แล้ว ในโมงสุดท้ายอันยิ่งใหญ่นั้น ถ้าเราพูดว่าเราเป็นผู้เชื่อ เราควรแสดงให้เห็นความเชื่อนั้น ผู้เลี้ยงแกะรู้จักแกะของตนและในวันอันยิ่งใหญ่นั้นพระองค์ต้องรู้ว่าเราเป็นผู้ติดตามพระองค์ทั้งในการกระทำและคำพูด โดยแท้แล้ว นี่คือเหตุผลที่ประธานฮิงค์ลีย์กล่าวว่า
แน่นอน นั่นคือสาเหตุที่ประธานฮิงค์ลีย์กล่าวว่า “การ [ที่เรา ท่านและข้าพเจ้า ในสมัยของเรา ในขณะนี้] ได้ชื่อว่าเป็นสมาชิกของศาสนาจักรเท่านั้นยังไม่พอ…เราต้องดำเนินชีวิตในฐานะผู้ติดตามที่แท้จริงของพระคริสต์”9
ถูกแล้วครับ นี่คือยุคสุดท้าย ท่านและข้าพเจ้าควรเป็น สิทธิชน ยุคสุดท้ายให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ – โปรดเน้นที่คำว่า “สิทธิชน”
สิ่งนี้จบลงเมื่อใด พระคริสต์จะทรงปรากฏต่อสาธารณชนอย่างผู้ชนะเมื่อใดและมิลเลเนียมจะเริ่มเมื่อใด ข้าพเจ้าบอกท่านแล้วว่าข้าพเจ้าไม่ทราบ ที่ข้าพเจ้าทราบคือ ชั่วขณะแรกเริ่มของเหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อ 184 ปีที่แล้ว ข้าพเจ้าทราบว่าผลจากภาพที่มาปรากฎครั้งแรกนั้น รวมทั้งสิ่งที่ตามมาหลังจากนั้น เราจึงมีชีวิตอยู่ในยุคที่ไม่เคยได้รับพรเช่นนี้มาก่อน พรที่ให้เราเพื่อจุดประสงค์ของการดำเนินชีวิตอย่างซื่อสัตย์และบริสุทธิ์จนเมื่อเจ้าบ่าวมาถึงในที่สุดและอย่างมีชัย พระองค์จะทรงเห็นควรให้เราไปที่งานแต่งงาน
ท่านและลูกหลานท่านจะมีอนาคตที่เป็นสุขในยุคสุดท้ายหรือไม่ แน่นอนที่สุด - ท่านจะมีอนาคตที่สวยงาม งานแต่งงานทั้งหมดเป็นโอกาสที่มีความสุข จะมีความยากลำบากหรือไม่เมื่อคำเตือนและคำพยากรณ์อันเป็นลางร้ายของยุคสุดท้ายจะสำเร็จ จะมีแน่นอน เคยมีเช่นนั้นอยู่เสมอๆ จงพร้อม คนที่สร้างบ้านบนศิลาอันยิ่งใหญ่ของพระคริสต์จะต้านลม ลูกเห็บ และหอกซัดในลมหมุนขนาดนั้นได้หรือไม่ ท่านรู้ว่าเขาจะต้านได้ ท่านสร้างบนพระวจนะที่ดี ท่านสร้างบนพระวจนะของพระองค์ “ศิลาบนที่ซึ่งสร้างลูกเป็นรากฐานอันแน่นอน รากฐานซึ่งหากจะสร้างมนุษย์บนนั้นแล้วเขาจะตกไม่ได้” (ดู ฮีลามัน 5:12)
พี่น้องชายหญิงที่รักทั้งหลาย ข้าพเจ้าฝากความรักและประจักษ์พยานไว้กับท่านว่า พระผู้เป็นเจ้าไม่เพียงทรงพระชนม์เท่านั้น แต่พระองค์ทรงรักเรา และรักท่านด้วย ทุกสิ่งที่พระองค์ทำเป็นไปเพื่อประโยชน์ของเราและเพื่อคุ้มครองเรา มีความชั่วร้ายและโทมนัสในโลกแต่ไม่มีความชั่วร้ายหรืออันตรายในพระองค์ พระองค์ทรงเป็นพระบิดาของเรา พระบิดาที่สมบูรณ์แบบและพระองค์จะทรงคุ้มกันเราจากพายุ
ข้าพเจ้าเป็นพยานว่าพระเยซูคริสต์ไม่เพียงเป็นพระคริสต์ พระบุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้ถือกำเนิดองค์เดียวของพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น แต่พระองค์ทรงพระชนม์ ทรงรักเรา โดยพลังและคุณความดีแห่งการพลีพระชนม์ชีพเพื่อการชดใช้ของพระองค์ เราจะมีชีวิตนิรันดร์ พระองค์ทรงพิชิตความตายและนรกเพื่อเราถ้าเราจะติดตามพระองค์ด้วยความซื่อสัตย์ และพระองค์ทรงพิชิตความกลัวในวิธีเดียวกัน
นี่คือศาสนาจักรและอาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้าบนแผ่นดินโลก โจเซฟ สมิธเป็นศาสดาและกอร์ดอน บี. ฮิงค์ลีย์เป็นศาสดา ความจริงถูกนำกลับคืน ท่านและข้าพเจ้าโชคดีพอที่จะเกิดมาในยุคสมัยที่เรามีความรู้และความปลอดภัยทั้งหมดนี้
ข้าพเจ้าฝากพรอัครสาวกไว้กับท่านแต่ละคน ขอให้ท่านดำเนินชีวิตด้วยความมั่นใจ ด้วยการมองโลกในแง่ดี ศรัทธา และการอุทิศตน ข้าพเจ้าอวยพรท่าน ขอให้ท่านจริงจังกับการท้าทายของชีวิต แต่ไม่ต้องหวาดหวั่นหรือท้อถอย ข้าพเจ้าขอให้ท่านรู้สึกถึงปีติของสิทธิชนในยุคสุดท้าย อย่าได้มีความกังวลจนไม่เป็นอันทำอะไรหรือมีความสิ้นหวังอันบั่นทอนจิตใจ เรื่องเดียวที่ข้าพเจ้าอยากให้เราใคร่ครวญคือเรื่องของตัวเรา – เราจะดำเนินชีวิตให้ดียิ่งขึ้นและซื่อสัตย์มากขึ้นได้อย่างไร เพื่อพรทั้งหมดของสมัยการประทานอันยิ่งใหญ่นี้จะทยอยมาหาเราและคนที่เราสัมผัสชีวิตเขาและสอนเขา
“อย่ากลัวเลย ฝูงแกะเล็ก ๆ …จงดูที่ [พระคริสต์] ในความนึกคิดทุกอย่าง อย่าสงสัย อย่ากลัว…เจ้ายังไม่เข้าใจว่าพระบิดาทรงมีพรยิ่งใหญ่เพียงใด…เตรียมไว้ให้เจ้า…จงรื่นเริงเถิด…อาณาจักรเป็นของเจ้าและพรของที่นั่นเป็นของเจ้าและของมีค่าของนิรันดรเป็นของเจ้า” (ค.พ. 6:34, 36; 78:17-18)
ข้าพเจ้าฝากพร ความรัก และพยานของอัครสาวกไว้กับท่าน พยานถึงความแท้จริงของสิ่งต่างๆ ในพระนามที่ทรงคุ้มครองของพระเจ้า พระเยซูคริสต์ เอเมน
อ้างอิง
1. “Faith in Every Footstep,” Ensign, Jan. 1997, 15)
2. History of the Church, 4:609-10
3. Wilford Woodruff’s diary, Dec. 31, 1889, cited in James B. Allen and Glen M. Leonard, The Story of the Latter-day Saints, 2nd ed., rev. and enl. (1992), 420.
4. In James R. Clark, comp., Messages of the First Presidency of the Church of Jesus Christ of Latter-day Saints, 6 vols. (1965-75X, 3:258; ดู ประธานฮิงค์ลีย์ในการประชุมใหญ่เดือนเมษายน 2004 หรือ Ensign, May 2004, 83.
5. ใน Conference Report, Apr. 2004, 85; หรือ Ensign, May 2004, 84.
6. ใน Conference Report, Apr. 2004, 85 เน้นตัวเอียง
7. ดู “พระองค์ยิ่งใหญ่” หนังสือเพลงสวด บทเพลงที่ 34
8. ดู The Charted Course of the Church in Education, rev. ed. (1994), 3-7.
9. ใน Conference Report เลียโฮนา พฤษภาคม 2004 หน้า 103