สำนึกในความศักดิ์สิทธิ์
เอ็ลเดอร์ดี. ทอดด์ คริสทอฟเฟอร์สัน
แห่งฝ่ายประธานแห่งสาวกเจ็ดสิบ
ซีอีเอสไฟร์ไซด์สำหรับหนุ่มสาว
7 พฤศจิกายน 2004
มหาวิทยาลัยบริคัม ยัง
ข้าพเจ้าตั้งชื่อคำปราศรัยว่า “สำนึกในความศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งข้าพเจ้าหมายถึงความซาบซึ้งและความคารวะต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หากพูดถึงสังคมโดยรวม ข้าพเจ้าเกรงว่าหลายคนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับข้าพเจ้าไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกและความเข้าใจในการแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้แก่คนรุ่นท่าน ข้าพเจ้าหวังว่าจะลบล้างแบบอย่างไม่ดีที่มีให้เห็นมากมายรอบตัวท่านได้บ้าง ข้าพเจ้าหวังจะช่วยท่านกลั่นกรองความสามารถในการแยกแยะว่าอะไรศักดิ์สิทธิ์และตอบสนองด้วยความคารวะต่อทุกสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์
ความสำคัญของการมีสำนึกในความศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่ว่า – หากคนใดไม่ซาบซึ้งต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เขาย่อมสูญเสียสิ่งนั้น หากไม่รู้สึกถึงความคารวะ เขาย่อมมีท่าทีเมินเฉยมากขึ้นเรื่อยๆ และหย่อนยานในความประพฤติ เขาย่อมเหินห่างจากฐานอันมั่นคงที่พันธสัญญาของเขากับพระผู้เป็นเจ้าจัดหาให้ได้ ความรู้สึกรับผิดชอบต่อพระผู้เป็นเจ้าจะลดน้อยลงและถูกลืมในที่สุด หลังจากนั้น เขาจะใส่ใจเฉพาะความสุขสบายของตนและสนองความอยากโดยไม่ควบคุม จนในที่สุดเขาจะดูหมิ่นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แม้พระผู้เป็นเจ้า และจากนั้นเขาจะดูหมิ่นตนเอง
ในขณะเดียวกัน หากมีสำนึกในความศักดิ์สิทธิ์ เราย่อมเติมโตในความเข้าใจและความจริง พระวิญญาณศักดิ์สิทธิ์จะเป็นเพื่อนเขาบ่อยครั้งและต่อจากนั้นจะเป็นเพื่อนเขาตลอดเวลา เขาจะยืนในที่ศักดิ์สิทธิ์มากขึ้นเรื่อยๆ และได้รับมอบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รางวัลสุดท้ายของเขาคือชีวิตนิรันดร์ ซึ่งตรงกันข้ามกับความสิ้นหวังและการเยาะเย้ยถากถาง
ดูเหมือนจะขัดแย้งกันเองเมื่อเรื่องส่วนใหญ่ที่ข้าพเจ้าต้องการบอกให้ทราบไม่สามารถถ่ายทอดจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่งได้เลย มันต้องเติบโตจากภายใน แต่หากข้าพเจ้าช่วยให้ท่านใคร่ครวญบางสิ่งได้ พระวิญญาณอาจจะทำงานในตัวท่านทั้งนี้เพื่อท่านจะไม่ต้องให้ข้าพเจ้าหรือคนอื่นบอกท่านว่าอะไรศักดิ์สิทธิ์หรือจะตอบสนองอย่างไร ท่านจะรู้สึกด้วยตัวท่านเอง มันจะเป็นส่วนหนึ่งในธรรมชาตินิสัยของท่าน อันที่จริง ส่วนใหญ่ก็เป็นแล้ว
บางครั้งในการพยายามเข้าใจแนวคิดเรื่องหนึ่ง การพิจารณาสิ่งตรงกันข้ามจะช่วยได้ การเปรียบเทียบจะทำให้แนวคิดนั้นชัดเจน ดังนั้นขณะที่เราพยายามเข้าใจความหมายของการมีความซาบซึ้งและความคารวะต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เราจะพิจารณาตัวอย่างบางประการทั้งสำนึกและไม่สำนึกในความศักดิ์สิทธิ์
1. ศาสดาและพระคัมภีร์
ก่อนอื่น ขอให้พิจารณาเรื่องของศาสดาและพระคัมภีร์ สิ่งหนึ่งที่เราเห็นรอบตัวเรา และบางครั้งแม้ในตัวเรา คือแนวโน้มที่จะปฏิบัติต่อทูตของพระผู้เป็นเจ้าและข่าวสารของพระองค์อย่างดูหมิ่น นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ นับตั้งแต่สมัยแอดัม หลายคนไม่ไยดีและแม้โจมตีคนที่พระเจ้าทรงส่งมาในพระนามของพระองค์ พระเยซูทรงอธิบายเรื่องนี้ในคำอุปมาว่า
มีเจ้าของสวนผู้หนึ่งได้ทำสวนองุ่น แล้วล้อมรั้วไว้รอบ . . . และสร้างหอเฝ้า ให้ชาวสวนเช่าแล้วก็ไปต่างประเทศเสีย”
ท่านคงเข้าใจเรื่องเปรียบเทียบ พระเจ้าทรงสร้างสวนองุ่นไว้ให้เรา คือแผ่นดินโลกนี้ และเราออกจากที่ประทับของพระองค์มาเป็นคนเช่าสวนหรือผู้พิทักษ์ของพระองค์ในแผ่นดินโลกนี้
“ครั้งถึงฤดูผลองุ่นจึงใช้พวกบ่าวไปหาคนเช่าสวน เพื่อจะรับผลของเขา”
อีกนัยหนึ่งคือ พระผู้เป็นเจ้าทรงส่งศาสดาและทูตคนอื่นๆ มาสอนเราและรับรายงานการเป็นผู้พิทักษ์ของเรา
“แต่คนเช่าสวนนั้นจับคนของเขาเฆี่ยนตีเสียคนหนึ่ง ฆ่าเสียคนหนึ่ง เอาหินขว้างเสียให้ตายคนหนึ่ง
“อีกครั้งหนึ่งเขาก็ใช้บ่าวอื่นๆ ไปมากกว่าครั้งก่อน แต่คนเช่าสวนก็ได้ทำแก่เขาอย่างนั้นอีก
“ครั้งที่สุดเขาก็ใช้บุตรของเขาไปหา พูดว่า เขาคงจะเคารพบุตรของเรา
“แต่เมื่อคนเช่าสวนเห็นบุตรเจ้าของสวนมาก็พูดกันว่า คนนี้แหละเป็นทายาท ฆ่าเสียเถิด แล้วก็ยึดมรดกของเขา” (มัทธิว 21:33-38)
เพราะหมิ่นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เขาจึงปฏิเสธและฆ่าพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระผู้เป็นเจ้าเอง และยังคงทำเช่นนั้น ในภูมิภาคต่างๆ ของโลกทุกวันนี้ เราเห็นการไม่ยอมรับพระบุตรของพระผู้เป็นเจ้าเพิ่มมากขึ้น เขาสงสัยความเป็นพระเจ้าของพระองค์ เห็นพระกิตติคุณของพระองค์ไม่สำคัญ เขาไม่ไยดีคำสอนของพระองค์ในชีวิตประจำวัน คนที่พูดในพระนามของพระองค์อย่างถูกต้องจะได้รับความเคารพเพียงเล็กน้อยในสังคมทางโลก
หากเราไม่ไยดีพระเจ้าและผู้รับใช้ของพระองค์ เราก็เป็นคนไม่มีศาสนาเสียเลยก็ได้ - ผลสุดท้ายย่อมลงเอยแบบเดียวกัน นั่นคือสภาพที่มอรมอนบรรยายไว้หลังจากช่วงเวลาแห่งสันติและความรุ่งเรืองอันยาวนาน “เมื่อนั่นคือเวลาที่พวกเขาได้ทำใจของเขาแข็งกระด้าง และได้ลืมพระเจ้าพระผู้เป็นเจ้าของเขา และได้เหยียบย่ำพระผู้บริสุทธิ์ไว้ใต้เท้าของเขา” (ฮีลามัน 12:2) เราจึงควรถามตัวเราเองว่า เรา คารวะพระผู้บริสุทธิ์และคนที่พระองค์ทรงส่งมาหรือไม่
หลายปีก่อนที่เอ็ลเดอร์โรเบิร์ต ดี. เฮลส์จะได้รับเรียกเป็นอัครสาวก ท่านเล่าประสบการณ์หนึ่งที่แสดงให้เห็นสำนึกของบิดาท่านในการเรียกอันศักดิ์สิทธิ์นั้น เอ็ลเดอร์เฮลส์เล่าว่า
“หลายปีก่อน คุณพ่อ ตอนนั้นท่านอายุแปดสิบกว่า กำลังคอยสมาชิกโควรัมอัครสาวกสิบสองคนหนึ่งมาเยี่ยมในวันที่หิมะตกในฤดูหนาว คุณพ่อเป็นจิตรกร ท่านวาดรูปบ้านให้อัครสาวกคนนั้น แทนที่จะนำภาพนั้นไปมอบให้ อัครสาวกที่ดีคนนี้กลับอยากมารับภาพวาดและขอบคุณคุณพ่อด้วยตนเอง โดยรู้ว่าคุณพ่อคงพะวงกับการเตรียมทุกสิ่งให้พร้อมรับการเยือนครั้งนั้น ข้าพเจ้าจึงแวะไปที่บ้านท่าน เพราะความลึกของหิมะ เครื่องกวาดหิมะจึงทำให้หิมะไปกองอยู่หน้าทางเดินเข้าประตูบ้าน คุณพ่อใช้พลั่วตักหิมะออกจากทางเดิน และกลับเข้าบ้านด้วยความเหนื่อยล้าและเจ็บปวด ตอนที่ข้าพเจ้าไปถึง ท่านมีอาการเจ็บหัวใจเพราะใช้กำลังมากเกินไปและกังวลจนเครียด สิ่งแรกที่ข้าพเจ้าทำคือ เตือนท่านว่าไม่ควรใช้แรงมากเกินไป ท่านไม่ทราบหรือไรว่าผลจากการทำงานหนักคืออะไร
‘โรเบิร์ต’ ท่านพูดขณะหายใจติดๆ ขัดๆ ‘ลูกเข้าใจหรือเปล่าว่าอัครสาวกของพระเจ้าพระเยซูคริสต์จะมาที่บ้านพ่อ ทางเดินต้องสะอาด ไม่ควรให้ท่านเดินข้ามกองหิมะ’ ท่านยกมือพลางพูดว่า ‘โรเบิร์ต อย่าลืมหรืออย่ามองข้ามสิทธิพิเศษที่ได้รู้จักและรับใช้กับอัครสาวกของพระเจ้า’” (ใน Conference Report, Apr. 1992, 89; หรือ Ensign, May 1992, 64)
ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นมากกว่าความประจวบเหมาะที่บิดาเช่นนั้นจะได้รับพรที่มีบุตรชายรับใช้เป็นอัครสาวก
ท่านอาจถามตนเองว่า “ฉันมองว่าการเรียกศาสดาและอัครสาวกเป็นการเรียกศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ ฉันยึดถือคำแนะนำของท่านอย่างจริงจังหรือเห็นว่าเป็นเรื่องเล่นๆ” ตัวอย่างเช่น ประธานกอร์ดอน บี. ฮิงค์ลีย์ ได้แนะนำให้เราศึกษาหาความรู้ ฝึกอาชีพ หลีกเลี่ยงสื่อลามกเสมือนหลีกเลี่ยงโรคระบาด เคารพสตรี ขจัดหนี้ผู้บริโภค รู้จักขอบคุณ เป็นคนฉลาด สะอาด แน่วแน่ ถ่อม หมั่นสวดอ้อนวอน และทำสุดความสามารถจริงๆ
การกระทำของท่านบ่งบอกหรือไม่ว่าท่านต้องการรู้จักและทำสิ่งที่พระองค์ทรงสอน ท่านตั้งใจศึกษาถ้อยคำของพระองค์และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่หรือไม่ เป็นสิ่งที่ท่านหิวกระหายหรือไม่ ถ้าใช่ ท่านย่อมมีสำนึกในความศักดิ์สิทธิ์ของการเรียกศาสดาในฐานะพยานและทูตของพระบุตรของพระผู้เป็นเจ้า
งานสำคัญของศาสดาตลอดหลายชั่วอายุคือบันทึกประวัติศาสตร์และพระคำของพระผู้เป็นเจ้า พระคัมภีร์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมื่อแอลมามอบแผ่นจารึกของนีไฟและบันทึกอื่นให้ฮีลามัน เขาเตือนว่า “จงจำไว้ลูกของพ่อว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงมอบหมายสิ่งเหล่านี้กับลูก ซึ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งพระองค์ทรงเก็บไว้ให้ศักดิ์สิทธิ์ . . .
“ . . . ดูว่าลูก รักษาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ แท้จริงแล้ว จงดูว่าลูกมองหาพระผู้เป็นเจ้าและมีชีวิต” (แอลมา 37:14, 47; เน้นตัวเอน)
เรามีพระคัมภีร์เล่มที่ค่อนข้างใหญ่ในมือ บันทึกนับย้อนจากปิตุยุคแรกมาจนถึงช่วงชีวิตของเรา ข้าพเจ้าคิดว่านี่คือพระคัมภีร์มากที่สุดที่ผู้คนเคยมีในประวัติศาสตร์ และแน่นอนว่ามีพระคัมภีร์ให้ใช้มากกว่าที่เคยมีในอดีต ข้าพเจ้ามั่นใจว่าหากท่านหรือข้าพเจ้าถือม้วนกระดาษต้นฉบับที่โมเสสเขียนหรือแผ่นโลหะที่มอรมอนจารึก เราคงรู้สึกถึงความคารวะและยำเกรงอย่างสุดซึ้ง และคงปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นด้วยความเอาใจใส่อย่างยิ่ง เราควรทำเช่นนั้นเพราะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จากน้ำพักน้ำแรงและการเสียสละของศาสดาผู้บริสุทธิ์ ผู้มุมานะเตรียมสิ่งเหล่านั้น แต่คุณค่าสูงสุดของม้วนกระดาษหรือแผ่นจารึกไม่ได้อยู่ที่วัตถุเหล่านี้ แต่อยู่ที่ถ้อยคำที่อยู่ในนั้นซึ่งศักดิ์สิทธิ์เพราะเป็นพระคำของพระผู้เป็นเจ้า และแม้ว่าเราจะไม่ได้ถือเอกสารต้นฉบับ เราก็ยึดถือถ้อยคำเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่เรามีจึงศักดิ์สิทธิ์---เป็นงานเขียนศักดิ์สิทธิ์
โดยได้ครอบครองบันทึกพระคำของพระผู้เป็นเจ้า เราจึงควรถามตนเองว่า เราเคารพความศักดิ์สิทธิ์ของบันทึกนี้หรือไม่ บางคนหมิ่นความศักดิ์สิทธิ์ของพระคัมภีร์โดยหัวเราะเยาะหรือปฏิเสธความถูกต้องของพระคัมภีร์ แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก
แต่สำหรับพวกเราส่วนใหญ่ที่ยอมรับความจริงของงานมาตรฐานเหล่านี้อย่างง่ายดายแล้ว หากเรามีความผิดฐานไม่เคารพความศักดิ์สิทธิ์ของพระคัมภีร์ก็เป็นเพราะการเพิกเฉย อันตรายที่เราต้องระวังทุกวันคือ แนวโน้มที่จะปฏิบัติเล่น ๆ หรือไม่ไยดีพระคำอันศักดิ์สิทธิ์ พระเจ้าตรัสกับเหล่าเอ็ลเดอร์ในปี 1832 โดยทรงตำหนิว่า
“และความคิดของเจ้าในเวลาที่ผ่านมาถูกทำให้มืด เพราะความไม่เชื่อและเพราะเจ้าปฏิบัติเล่น ๆ กับสิ่งที่เจ้าได้รับมา ---
“ซึ่งความถือตัวและความไม่เชื่อนำทั้งศาสนาจักรมาอยู่ภายใต้การกล่าวโทษ . . . “และพวกเขาจะคงอยู่ภายใต้การกล่าวโทษนี้จนกว่าเขาจะกลับใจและจดจำพันธสัญญาใหม่ แม้พระคัมภีร์มอรมอน และบัญญัติก่อนๆ ซึ่งเราให้เขาไว้ มิใช่เพียงที่จะกล่าว แต่ที่จะทำตามสิ่งนั้นที่เราเขียนไว้” (ค.พ. 84:54-55. 57; เน้นตัวเอน)
สำนึกในความศักดิ์สิทธิ์รวมถึงความซาบซึ้ง และแม้กระทั่งความรักพระคัมภีร์ สำนึกในความศักดิ์สิทธิ์นำไปสู่การชื่นชมอยู่ด้วยคำของพระคริสต์ (ดู 2 นีไฟ 31:20; 32:3) ซึ่งทำให้เรามีความคารวะยิ่งขึ้นต่อพระคำของพระองค์
2. ร่างกาย---วิหารของพระผู้เป็นเจ้า
ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงอีกตัวอย่างหนึ่งในหัวข้อของเรา นั่นคือ ธรรมชาติที่ศักดิ์สิทธิ์ของร่างกายเรา ในเมื่อพระผู้เป็นเจ้าและพระคริสต์สมควรได้รับความคารวะจากเรา งานของพระองค์จึงควรได้รับความเคารพและความคารวะจากเราด้วย แน่นอนว่ารวมถึงงานสร้างอันน่าอัศจรรย์ด้วย นั่นก็คือแผ่นดินโลกนี้ แม้แผ่นดินโลกนี้จะสวยงาม แต่นั่นมิใช่งานสร้างชิ้นเยี่ยมของพระผู้เป็นเจ้า ร่างกายของเราอัศจรรย์ยิ่งกว่า ร่างกายของเราเป็นเหมือนพระวรกายของพระผู้เป็นเจ้า จำเป็นต่อประสบการณ์บนแผ่นดินโลกและเป็นกุญแจไขสู่รัศมีภาพอันเป็นนิจของเรา
นับเป็นพรของข้าพเจ้าที่อยู่ด้วยในเวลาที่ลูกทั้งห้าคนเกิด ทุกครั้งข้าพเจ้าจะรู้สึกว่านั่นเป็นประสบการณ์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นเรื่องที่แน่ชัดว่าบางสิ่งที่เลิศล้ำและอัศจรรย์กำลังเกิดขึ้น ภรรยาข้าพเจ้าคงจะพูดว่า “คุณก็พูดได้สิคะ เพราะคุณไม่เจ็บนี่นา” แน่นอนว่ามีหลายสิ่งที่เราเรียกได้ว่าเป็น “ประสบการณ์จริงบนโลก” เกี่ยวกับการเกิด มารดาทุกท่านครับ ข้าพเจ้ายอมรับว่าไม่เคยเจ็บปวดเหมือนท่านและจะไม่แสร้งทำเป็นเข้าใจ
แต่ถ้าพูดอย่างจริงจังแล้ว ความทุกข์ทรมานของสตรีในการสร้างร่างกายมิได้เพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ของการสร้างนั้นและของสตรีหรอกหรือ การเสียสละของเธอทำให้บางสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่แล้วศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น
บางคนเข้าใจผิดคิดว่า ในเรื่องร่างกายของตนเองแล้วเขาไม่ต้องตอบใคร แต่มีการบอกเราอย่างชัดเจนว่าเรายังต้องรายงานพระผู้เป็นเจ้า “ท่านไม่รู้หรือว่าร่างกายของท่านเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งสถิตอยู่ในท่าน ซึ่งท่านได้รับจากพระเจ้า ท่านไม่ใช่เจ้าของตัวท่านเอง
“พระเจ้าได้ทรงซื้อท่านไว้แล้วด้วยราคาสูง เหตุฉะนั้นท่านจงถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าด้วยร่างกายของท่านเถิด” (1 โครินธ์ 6:19-20)
“ถ้าผู้ใดทำลายวิหารของพระเจ้า พระเจ้าจะทรงทำลายผู้นั้น เพราะวิหารของพระเจ้าเป็นที่บริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ และท่านทั้งหลายเป็นวิหารนั้น” (1 โครินธ์ 3:17) “. . . ด้วยเหตุนี้โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์เพื่อเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ซึ่งเป็นการนมัสการโดยวิญญาณจิตของท่านทั้งหลาย” (โรม 12:1)
เราจะรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของงานสร้างอันศักดิ์สิทธิ์และสำคัญที่สุดนี้ของพระผู้เป็นเจ้าได้อย่างไร อย่างน้อยเราจะไม่ทำให้ร่างกายแปดเปื้อน ถ้าจะชี้ชัดลงไปคือหากเรามีสำนึกในความศักดิ์สิทธิ์ เราจะไม่ทำให้ร่างกายเสียโฉมด้วยรอยสักและรอยเจาะ บางคนแปลกใจที่ประธานศาสนาจักรบอกกล่าวในเรื่องนี้ พวกเขาสงสัยในความตรงไปตรงมาและเฉพาะเจาะจงของคำแนะนำในเรื่องดังกล่าว ท่านกล่าวว่า
“รอยสักเป็นรอยแกะสลักบนวิหารของร่างกาย
“ทำนองเดียวกัน การเจาะรูตามร่างกายเพื่อใส่หวงมากมายที่หู จมูก แม้แต่ที่ลิ้น เขาคิดหรือว่านั่นเป็นสิ่งสวยงาม มันเป็นความชอบชั่วครู่ชั่วยาม แต่ผลของมันยั่งยืนถาวร . . . ฝ่ายประธานสูงสุดและโควรัมอัครสาวกสิบสองประกาศว่า เราห้ามการทำรอยสักและ ‘การเจาะรูตามร่างกายที่มิใช่เพื่อจุดประสงค์ทางการแพทย์’ อย่างไรก็ดี เราไม่ได้ต่อต้าน ‘การเจาะรูหูของสตรีเพื่อใส่ตุ้มหู’ – หนึ่งคู่” (กอร์ดอน บี. ฮิงค์ลีย์ เลียโฮนา มกราคม 2001 หน้า 78)
เหตุใดศาสดาของพระผู้เป็นเจ้าจึงพูดเรื่องที่ดูไม่น่าจะสลักสำคัญ เพราะใช่ว่านั่นจะไม่สลักสำคัญ การทำให้วิหารหรืองานสร้างของพระผู้เป็นเจ้าแปดเปื้อนหรือเสียโฉมคือการดูหมิ่นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เรื่องนี้จะมองว่าไม่สลักสำคัญเฉพาะกับคนที่สูญเสียสำนึกในความศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น จงอย่าทำเช่นนั้น
การแต่งกายไม่สุภาพทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของร่างกายมนุษย์มัวหมองเช่นกัน เหตุผลมากมายถูกนำมาอ้างเพื่อแก้ต่างให้แฟชั่นที่ไม่สุภาพและสื่อลามก บางคนถึงกับยืนยันว่าไม่มีกฎหมายใดมาห้ามเรื่องเช่นนั้นได้ และเถียงว่าไม่ผิดเพราะไม่มีกฎห้าม
เหตุผลเก่ามากอีกอย่างหนึ่งถูกนำมาปัดฝุ่นเมื่อเร็วๆ นี้และใช้แก้ต่างให้แก่นักกีฬาโอลิมปิกที่เป็นแบบถ่ายภาพเปลือยลงนิตยสารลามก บรรณาธิการคนหนึ่งกล่าวว่า “ผู้หญิงเหล่านี้…มีร่างกายสวยโดดเด่นและนี่เป็นโอกาสที่พวกเธอจะอวดร่างกาย” (in Steve McKee, “An Olympic Pose Isn’t What It Used to Be,” Wall Street Journal, Aug. 18, 2004, A8) จริงๆ แล้วสิ่งที่เขาพูดคือ “ผมคิดว่าผมสมควรสร้างรายได้จากร่างกายที่สวยโดดเด่นเหล่านี้”
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ท่านมักจะพบว่าแรงผลักดันแท้จริงที่แฝงอยู่กับความไม่สุภาพคือ ความปรารถนาของบางคนที่จะตักตวงผลประโยชน์จากการปลุกอารมณ์เพศ ความกระหายเงินของบางคน ร่างกายคือวิหารของพระผู้เป็นเจ้า สื่อลามกและเสื้อผ้าวับๆ แวมๆ คือหลักฐานที่แสดงว่าคนรับแลกเงินกำลังทำให้วิหารเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์
เราจะพูดถึงพระวาจาแห่งปัญญาและอีกหลายเรื่องก็ได้ แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ทำให้ร่างกายแปดเปื้อน เป็นการขาดความคารวะที่อันตรายที่สุด เป็นภัยที่สุด และน่ากลัดกลุ้มที่สุด นั่นคือ การผิดศีลธรรมทางเพศ---และการทารุณกรรมทางเพศ
เราไม่คิดว่าจะมีอะไรที่ทำให้งานสร้างของพระผู้เป็นเจ้าแปดเปื้อนมากไปกว่าการหมิ่นประมาทการใช้อำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดนั้น ท่านต้องไม่ทำแบบนั้น จงหลีกเลี่ยงเข้าใกล้สิ่งนั้น “จงหลีกเลี่ยงเสียจากการล่วงประเวณี…คนที่ล่วงประเวณีนั้นทำผิดต่อร่างกายของตนเอง” (1 โครินธ์ 6:18) “จงหลีกหนีเสียจากราคะตัณหาของคนหนุ่ม” (2 ทิโมธี 2:22) “ท่านทั้งหลายจงเข้าใกล้พระเจ้า และพระองค์จะเสด็จมาใกล้ท่าน” (ยากอบ 4:8) “จงต่อสู้กับมาร และมันจะหนีท่านไป” (ยากอบ 4:7) จงรักษาร่างกายให้บริสุทธิ์เสมือนหนึ่งเป็นเครื่องถวายมีชีวิตแด่พระเป็นเจ้า (ดู โรม 12:1)
3. สถานที่ศักดิ์สิทธิ์และโอกาสศักดิ์สิทธิ์
ขอให้เราพิจารณาสักเล็กน้อยถึงสถานที่และเหตุการณ์ศักดิ์สิทธิ์ พระเจ้าตรัสผ่านศาสดาเอเสเคียลโดยทรงวิพากษ์ตำหนิปุโรหิตของอิสราเอลที่ไม่สอนให้เคารพความศักดิ์สิทธิ์ของกิจกรรมบางอย่างและสถานที่บางแห่ง
ปุโรหิตของเขาได้ละเมิดธรรมบัญญัติของเราและได้กระทำปวงสิ่งบริสุทธิ์ของเราให้มลทินไป สิ่งที่บริสุทธิ์และสิ่งที่สาธารณ์เขาก็ไม่แยกให้ต่างกัน เขามิได้สอนความแตกต่างระหว่างของที่มลทินและของสะอาด เขาไม่นำพาวันสะบาโตของเรา ดังนั้นแหละเราจึงหมดเกียรติท่ามกลางเขาทั้งหลาย (เอเสเคียล 22:26)
ส่วนใหญ่สิ่งที่พระเจ้าตรัสจะเกี่ยวข้องกับพระวิหาร มีการอ้างถึงวันแซบัธด้วย เราเคยชินกับการคิดว่าพระวิหารและอาคารประชุมของเราที่อุทิศแด่พระเจ้าเป็นสถานศักดิ์สิทธิ์ อาคารพระวิหารแต่ละแห่งจะมีคำว่า บริสุทธิ์แด่พระเจ้า – พระนิเวศน์ของพระเจ้า เป็นเครื่องเตือนสติ สำนึกในความศักดิ์สิทธิ์ควรนำเราให้กระทำและพูดด้วยความคารวะทั้งในและรอบอาคารเหล่านี้ อีกทั้งนำเราให้แต่งกายอย่างที่เราควรทำเมื่อไปที่นั่น
เราพูดว่าการแต่งกายไม่สุภาพคือการไม่ให้เกียรติร่างกาย ซึ่งคืองานสร้างอันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้ากำลังพูดถึงการแต่งกายและการแต่งตัวไม่สุภาพเรียบร้อยในบางเวลาและสถานที่ซึ่งหมิ่นความศักดิ์สิทธิ์ของเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานั้นหรือของสถานที่นั้น
ข้าพเจ้าจะยกตัวอย่างให้ท่านฟัง ไม่นานมานี้ หญิงสาวคนหนึ่งจากรัฐอื่นมาอาศัยอยู่กับญาติของเธอในเขตซอลท์เลค ซิตี้ประมาณสองสามสัปดาห์ ในวันอาทิตย์แรกที่มาโบสถ์ เธอสวมเสื้อเรียบๆ แต่ดูดี กระโปรงยาวเท่าเข่าและเสื้อขนสัตว์ติดกระดุม เธอสวมถุงเท้าและรองเท้าสตรีแบบสุภาพ ผมของเธอหวีเรียบร้อย รูปลักษณ์ภายนอกของเธอทำให้เธอดูงามสง่าสมวัย
แต่น่าเสียดายที่เธอรู้สึกว่าตนอยู่ผิดที่ผิดทาง ดูเหมือนหญิงสาวคนอื่นๆ ที่อายุไร่เรี่ยกับเธอต่างสวมกระโปรงไม่เรียบร้อย บ้างก็สั้นเหนือเข่าขึ้นมามาก สวมเสื้อยืดรัดรูปเอวลอย (เผยให้เห็นบริเวณเอวของร่างกาย) ไม่สวมถุงเท้าหรือถุงน่อง ใส่รองเท้าผ้าใบคู่ใหญ่หนาเตอะ ไม่ก็ “รองเท้าแตะ”
เราคาดหวังว่าการได้เห็นเด็กสาวคนใหม่น่าจะทำให้เด็กสาวคนอื่นรู้ตัวว่าตนแต่งกายไม่เหมาะสมมาโบสถ์ในวันแซบัธ และเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นในทันที แต่พวกเธอไม่ทำเช่นนั้น กลับกลายเป็นว่าผู้มาเยือนรับเอาแฟชั่น (หากจะเรียกเช่นนั้น) ของวอร์ดซึ่งเป็นเจ้าบ้านไปเสียเองเพื่อให้เข้ากับคนอื่นได้
น่ากลัดกลุ้มที่เห็นแนวโน้มดังกล่าวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่เฉพาะหญิงสาวเท่านั้นแต่ขยายไปถึงสตรีที่อายุมากกว่า บุรุษ และเด็กหนุ่มด้วย หลายปีก่อน วอร์ดของข้าพเจ้าในเทนเนสซีใช้โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งสำหรับการประชุมวันอาทิตย์ ซึ่งขณะนั้นโบสถ์ที่ได้รับความเสียหายจากพายุทอร์นาโดกำลังอยู่ระหว่างซ่อมแซม ผู้เข้าร่วมประชุมของอีกศาสนาหนึ่งใช้โรงเรียนแห่งเดียวกันทำพิธีนมัสการด้วยขณะที่โบสถ์หลังใหม่ของเขาอยู่ระหว่างก่อสร้าง
ข้าพเจ้าตกใจเมื่อเห็นคนของที่ประชุมแห่งนั้นแต่งตัวมาโบสถ์ ผู้ชายไม่ใส่สูทหรือผูกเน็กไท พวกเขาดูเหมือนจะมาจากสนามกอล์ฟหรือกำลังจะไปสนามกอล์ฟ แทบจะไม่เห็นสตรีคนใดสวมชุดกระโปรงหรืออะไรทำนองนั้นนอกจากกางเกงขายาวไม่ก็ขาสั้น หากข้าพเจ้าไม่ทราบว่าเขามาประชุมที่โรงเรียนเพื่อนมัสการ ข้าพเจ้าคงคิดว่าที่นั่นจัดกิจกรรมกีฬาอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นแน่
ถ้าจะเทียบแล้วเสื้อผ้าของสมาชิกวอร์ดของเราดูเหมาะสมกว่ามาก แต่ข้าพเจ้าเริ่มคิดว่าเราไม่แตกต่างกันมากเท่าไรหากเราไหลไปตามมาตรฐานที่ต่ำกว่ามากขึ้นเรื่อยๆ เราเคยใช้คำว่า “แต่งกายสุภาพเรียบร้อยแบบเป็นทางการ” ผู้คนเข้าใจว่าหมายถึงเสื้อผ้าที่ดีที่สุดของเขา เสื้อผ้าอาจหลากหลายกันไปตามวัฒนธรรมและสภาพเศรษฐกิจ แต่จะต้องดีที่สุดสำหรับเขา
นั่นคือการลบหลู่พระผู้เป็นเจ้าหากเข้ามาในบ้านของพระองค์ โดยเฉพาะในวันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ โดยไม่แต่งกายให้สุภาพและประณีตที่สุดเท่าที่สภาพการณ์ของเราจะเอื้ออำนวย หากสมาชิกยากจนจากเนินเขาเปรูต้องลุยข้ามน้ำมาโบสถ์ พระเจ้าจะไม่ทรงขุ่นเคืองแน่นอนเมื่อเห็นรอยเปื้อนโคลนบนเสื้อเชิ้ตสีขาว
แต่พระผู้เป็นเจ้าจะไม่เจ็บปวดได้อย่างไรหากเห็นคนหนึ่งที่มีเสื้อผ้าทั้งหมดตามต้องการและมาโบสถ์สะดวกสบายแต่กลับสวมกางเกงลำลองยับยู่ยี่สวมเสื้อยืดมาปรากฏตัวที่โบสถ์ ประสบการณ์ที่ข้าพเจ้ามีขณะเดินทางไปรอบโลกคือ สมาชิกศาสนาจักรที่รายได้น้อยจะหาวิธีมาการประชุมวันแซบัธด้วยเสื้อผ้าที่สะอาดเรียบร้อย และดีที่สุดเท่าที่เขามี ขณะที่คนมีเงินมากเกินพอกลับปรากฏตัวด้วยเสื้อผ้าที่ไม่สุภาพเรียบร้อย
บางคนพูดว่าเสื้อผ้าหรือผมไม่สำคัญ สิ่งที่อยู่ในจิตใจต่างหากที่สำคัญ ข้าพเจ้าเชื่อว่าสิ่งที่อยู่ในจิตใจสำคัญจริงๆ แต่นั่นแหละคือสิ่งที่ข้าพเจ้าวิตก เสื้อผ้าไม่เรียบร้อยในสถานที่และเหตุการณ์ศักดิ์สิทธิ์บ่งบอกจิตใจของบุคคลนั้น อาจจะเป็นความถือดีหรือการต่อต้านหรืออะไรบางอย่าง แต่ในเบื้องต้นเป็นการบอกว่า “ผมไม่เข้าใจ ผมไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างความศักดิ์สิทธิ์กับการลบหลู่” ในสภาพนั้น เขาย่อมถูกดึงออกจากพระเจ้าได้โดยง่าย เขาไม่ซาบซึ้งในคุณค่าของสิ่งที่เขามี ข้าพเจ้าเป็นห่วงเขา เว้นแต่เขาจะมีความเข้าใจบ้าง และมีความรู้สึกต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่บ้าง หาไม่แล้วเขาย่อมเสี่ยงต่อการสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่สำคัญที่สุด ท่านคือสิทธิชนของสมัยการประทานยุคสุดท้ายที่ยิ่งใหญ่---จงทำตัวให้เหมือนสิทธิชน
หลักธรรมเหล่านี้ประยุกต์ใช้ได้กับกิจกรรมและเหตุการณ์ที่ศักดิ์สิทธิ์ในตัวของมันเองหรือเกี่ยวข้องกับสิ่งที่สมควรได้รับความคารวะเช่นพิธีการฐานะปุโรหิต บัพติศมา การยืนยัน การวางมือแต่งตั้ง การประกอบศีลระลึกแห่งพระกระยาหารของพระเจ้า การให้พรผู้ป่วย และอื่นๆ คำสอนและพันธสัญญาบอกเราว่า ในพิธีการของฐานะปุโรหิตนั้น “อำนาจของความเป็นพระผู้เป็นเจ้าจึงแสดงให้ประจักษ์” (ค.พ. 84:20)
แอลมากล่าวว่า “พิธีการเหล่านี้มีกำหนดไว้ . . . เพื่อโดยวิธีนี้ผู้คนจะได้มุ่งหาพระบุตรของพระผู้เป็นเจ้า โดยเป็นแบบหนึ่งของพระฐานะของพระองค์หรือเป็นพระฐานะของพระองค์ และนี่ก็เพื่อเขาจะได้มุ่งหาพระองค์เพื่อการปลดบาปของเขา เพื่อเขาจะได้เข้าไปในความพักผ่อนของพระผู้เป็นเจ้า” (แอลมา 13:16)
ข้าพเจ้าซาบซึ้งทั้งผู้ประกอบพิธีการเหล่านี้และผู้เป็นพยานหรือผู้รับพิธีการเมื่อเขาแสดงความเคารพต่อฐานะปุโรหิตและความศักดิ์สิทธิ์ของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
ข้าพเจ้าซาบซึ้งต่อปุโรหิต ผู้สอน และมัคนายกที่สวมเสื้อเชิ้ตและผูกเน็กไทประกอบการปฏิบัติศีลระลึก
ข้าพเจ้าซาบซึ้งต่อผู้ชายที่สวมเสื้อเชิ้ตและผูกเน็กไทให้พรผู้ป่วย เมื่อสภาพการณ์เอื้ออำนวย ข้าพเจ้าซาบซึ้งต่อผู้ร่วมวางมือแต่งตั้งชายคนหนึ่งสู่ตำแหน่งฐานะปุโรหิตโดยแต่งกายสุภาพเรียบร้อยแบบเป็นทางการไม่ว่าจะวางมือแต่งตั้งวันไหนหรือที่ไหนก็ตาม เขาเหล่านี้กำลังแสดงความซาบซึ้งและความเคารพต่อพระผู้เป็นเจ้าและเหตุการณ์นั้น เขากำลังแสดงสำนึกในความศักดิ์สิทธิ์
เวลาที่ชีวิตอุบัติขึ้นศักดิ์สิทธิ์เท่าๆ กับเวลาที่ชีวิตมรรตัยมาถึงจุดจบ ข้าพเจ้าเชื่อว่าเป็นเช่นนั้นด้วยกับการกระทำสำคัญที่สุดที่เกิดขึ้นได้ในชีวิต นั่นก็คือ การแต่งงาน โดยเฉพาะการแต่งงานนิรันดร์ เพราะเหตุนี้จึงน่าเป็นห่วงเมื่อเห็นว่านับวันผู้คนจะไม่ใส่ใจ แม้ไม่คารวะและขาดความเคารพในคำพูด การแต่งกาย และความประพฤติขณะเข้าร่วมในพิธีที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตและการแต่งงาน
บางครั้งพิธีศพกลายเป็นช่วงเวลาของความไม่สำรวมและอารมณ์ขันที่ไม่เหมาะสม เราใช้เวลาหนึ่ง หรือสองชั่วโมงไปกับการระลึกถึงความทรงจำส่วนตัวซึ่งเหมาะสมหากไม่มากจนเกินไป แต่การพูดถึงการชดใช้และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเจ้าและแผนแห่งความรอดของพระองค์อาจเอ่ยขึ้นมาเพียงครั้งเดียวหรือไม่เอ่ยถึงเลย
บางครั้งในพิธีแต่งงานและบ่อยครั้งที่งานฉลองแต่งงาน ผู้มาร่วมงานจะแต่งกายไม่เรียบร้อย ราวกับว่าเขายุ่งจนไม่มีทำความสะอาดเนื้อตัวหลังจากการทำงานหรือการพักผ่อนหย่อนใจของวันนั้น การแต่งกายของเขาบ่งบอกว่างานแต่งงานที่เขาได้รับเชิญมาเป็นเกียรตินั้นมีความสำคัญน้อยมาก
เมื่อเร็วๆ นี้ ข้าพเจ้าได้อ่านจดหมายสั้นๆ จากชายคนหนึ่งที่ขอร้องเพื่อนร่วมงานให้สวมเสื้อนอกและผูกเน็กไทเมื่อไปปรากฏตัวด้วยกันที่งานหนึ่งเพื่อให้เกียรติองค์กรของพวกเขาและสิ่งที่ทำสำเร็จ การรับใช้ของเขาไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา และเราจะไม่เรียกว่าศักดิ์สิทธิ์ แต่เขาเข้าใจหลักธรรมที่ว่าบางเรื่องสมควรได้รับความเคารพและการแต่งกายของเราเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงให้เห็นเช่นนั้น เขาบอกว่าเขาจะแต่งกายเป็นทางการมากขึ้น “ไม่ใช่เพราะผมเป็นคนสำคัญ แต่เพราะโอกาสนี้สำคัญ” คำพูดของเขาบอกความจริงที่สำคัญ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเราเลย การวางตัวและการแต่งกายโดยให้เกียรติเหตุการณ์และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นั้นเกี่ยวข้องกับพระผู้เป็นเจ้า
4. คำพูด
กล่าวถึงอีกเรื่องหนึ่ง มีเรื่องมากมายเกี่ยวกับคำพูดที่เกี่ยวข้องกับสำนึกในความศักดิ์สิทธิ์ พระดำรัสของพระเจ้าบอกไว้ชัดเจนว่าเราต้องรับผิดชอบสิ่งที่เราพูด “คำที่ไม่เป็นสาระทุกคำซึ่งมนุษย์พูดนั้น มนุษย์จะต้องรับผิดในถ้อยคำเหล่านั้นในวันพิพากษา” (มัทธิว 12:36) กษัตริย์เบ็นจามินเตือนเราให้ระวังความนึกคิดและคำพูดของเรา (ดู โมไซยา 4:30) และแอลมาประกาศว่าหากไม่กลับใจ เมื่อเราได้รับการพิพากษา “คำพูดของเราจะกล่าวโทษเรา แท้จริงแล้ว . . . เราจะไม่พบว่าเราปราศจากมลทิน” (แอลมา 12:14)
ท่านทราบจากประสบการณ์ของตัวท่านเองว่าโลกใช้คำพูดลบหลู่มากขึ้น และหยาบคายมากขึ้น แต่เราจะยอมให้ตนเองกระทำเช่นนั้นไม่ได้ คำด่าและภาษาหยาบคายถือว่าดูหมิ่นพระผู้เป็นเจ้า พระคริสต์ และงานสร้างของพระองค์ เราต้องไม่มีความผิดฐานดูหมิ่นพระผู้ช่วยให้รอดดังที่เกิดขึ้นเมื่อพระองค์ทรงถูกตรึงกางเขน
“ฝ่ายคนทั้งปวงที่เดินผ่านไปมานั้นก็กล่าวเหยียดหยามพระองค์ สั่นศีรษะเยาะเย้ยว่า เฮ้ว เจ้าผู้จะทำลายพระวิหารและสร้างขึ้นในสามวันน่ะ
“จงช่วยตัวเองให้รอดและลงมาจากกางเขนเถิด
“พวกมหาปุโรหิตกับพวกธรรมจารย์ก็เยาะเย้ยพระองค์ในระหว่างพวกเขาเองเหมือนกันว่า เขาช่วยคนอื่นให้รอดได้ แต่ช่วยตัวเองไม่ได้
“ให้เจ้าพระคริสต์กษัตริย์แห่งอิสราเอลลงมาจากกางเขนเดี๋ยวนี้เถอะ เพื่อเราจะได้เห็นและเชื่อ และสองคนนั้นที่ถูกตรึงไว้กับพระองค์ก็กล่าวคำหยาบช้าต่อพระองค์” (มาระโก 15:29-32)
การกล่าวโทษพวกบุตรแห่งหายนะ คือ พวกเขา “ตรึง [พระคริสต์] ไว้ที่กางเขนให้แก่พวกตัวและประจานพระองค์ให้ได้อาย” (ค.พ. 76:35) เราจะเสี่ยงกับคำพูดแบบนั้นไม่ได้ เราจะเอ่ยพระนามพระองค์หรือพูดในพระนามของพระองค์เล่นๆ หรือไม่ใส่ใจไม่ได้
ในคำสอนและพันธสัญญาเราอ่านคำแนะนำตักเตือนได้ดังนี้
“ดูเถิด เราคือแอลฟะและโอเมกา แม้พระเยซูคริสต์
“ดังนั้น ให้คนทั้งปวงระวังว่าเขาจะรับนามของเราในริมฝีปากของเขาอย่างไร -
“เพราะดูเถิด ตามจริงแล้ว เรากล่าวว่า มีหลายคนผู้อยู่ภายใต้การกล่าวโทษนี้ ผู้ที่ใช้นามของพระเจ้า และใช้โดยไร้ประโยชน์โดยไม่มีอำนาจ . . .
“จำไว้ว่าอะไรซึ่งมาจากเบื้องบนย่อมศักดิ์สิทธิ์ และต้องพูดถึงด้วยความระวังและโดยการบังคับของพระวิญญาณ . . . และเจ้าได้รับพระวิญญาณโดยทางการสวดอ้อนวอน ดังนั้นปราศจากสิ่งนี้การกล่าวโทษจึงคงอยู่ (ค.พ. 63:60-62, 64)
ถึงแม้เราจะมีอำนาจใช้พระนามของพระเยซูคริสต์ แต่เราต้องทำอย่างระมัดระวัง พระนามของพระองค์ และ “สิ่งซึ่งมาจากเบื้องบนย่อมศักดิ์สิทธิ์ และต้องพูดถึงด้วยความระวังและโดยการบังคับของพระวิญญาณ” เราควรจำสิ่งนี้ไว้เมื่อเราได้รับเรียกให้พูดในศาสนาจักรหรือเมื่อเราแสดงประจักษ์พยาน
เรารู้ว่าในสถานการณ์เหล่านี้ เราจะจบ “ในพระนามของพระเยซูคริสต์” นั่นหมายความว่าสิ่งที่เราพูดนั้น เราพูดในพระนามของพระองค์ ดังนั้น เราจึงต้องระวังเป็นพิเศษว่าจะพูดอะไรและพูดอย่างไร ไม่มีที่ว่างสำหรับคำพูดที่โง่เขลาเบาปัญญา เหนือสิ่งอื่นใด เราต้องแสวงหาพระวิญญาณผ่านการสวดอ้อนวอนเพื่อเราจะพูดโดยการบังคับของพระวิญญาณและหลีกเลี่ยงการกล่าวโทษ
ข้าพเจ้าสังเกตว่าประธานกอร์ดอน บี. ฮิงค์ลีย์มักจบคำปราศรัยของท่าน “ในพระนาม อันศักดิ์สิทธิ์ ของพระเยซูคริสต์” ข้าพเจ้าไม่ได้บอกว่าท่านควรทำอย่างเดียวกัน เพราะข้าพเจ้าเชื่อว่านั่นมิใช่เจตนาของประธานฮิงค์ลีย์หรือเราสมควรทำเช่นนั้นทุกวันเป็นประจำ แต่ข้าพเจ้ากำลังดึงความสนใจของท่านมายังข้อเท็จจริงที่ว่าศาสดามีสำนึกในความรับผิดชอบของการพูดในพระนามของพระเจ้าอย่างมาก และท่านถือว่านั่นศักดิ์สิทธิ์ ท่านใช้และพูดในพระนามนั้นด้วยความคารวะ และนั่นคือแบบอย่างที่เราพึงตาม
5. ความยำเกรงพระผู้เป็นเจ้า
ตัวอย่างสุดท้ายของข้าพเจ้าอาจจะพูดในหัวข้อ “ความยำเกรงพระผู้เป็นเจ้า” มีหลายแห่งในพระคัมภีร์ที่แนะนำมนุษย์ให้เกรงกลัวพระผู้เป็นเจ้า ในสมัยของเรา โดยทั่วไปเราจะแปลคำว่า “เกรงกลัว” เป็น “เคารพ” หรือ “คารวะ” หรือ “รัก” ความเกรงกลัวพระผู้เป็นเจ้าหมายถึงรักพระผู้เป็นเจ้าหรือเคารพพระองค์และกฎของพระองค์ นั่นมักจะเป็นการอ่านที่ถูกต้อง แต่ข้าพเจ้าสงสัยว่าบางครั้ง เกรงกลัว มิได้หมายถึง เกรงกลัว จริง ๆ อย่างเช่นเมื่อศาสดาพูดถึงความเกรงกลัวว่าจะทำให้พระผู้เป็นเจ้าขุ่นเคืองหากละเมิดพระบัญญัติ
ตัวอย่างเช่น ลองพิจารณาสุภาษิตนี้ “และคนหลีกเลี่ยงความชั่วร้ายได้โดยความยำเกรงพระเจ้า” (สุภาษิต 16:6) โยบได้ชื่อว่าเป็นคนดีรอบคอบและเที่ยงธรรม เป็น “ผู้เกรงกลัวพระเจ้าและหันเสียจากความชั่วร้าย” (โยบ 1:1) แบบอย่างที่ดีของเจตคติเช่นนี้คือโยเซฟในอียิปต์ เมื่อภรรยาของโปทิฟาร์พยายามเย้ายวนท่าน โยเซฟตอบว่า “ข้าพเจ้าจะทำความผิดใหญ่หลวงนี้อันเป็นบาปต่อพระเจ้าอย่างไรได้” (ปฐมกาล 39:9) ท่านกลัวว่าจะทำบาปต่อพระผู้เป็นเจ้า ทุกวันนี้หลายคนมองว่าปฏิกิริยาของโยเซฟนั้นไร้เดียงสา เขาหัวเราะเยาะความไม่จัดเจนของท่าน โดยที่ไม่กลัวว่าตนจะทำบาปต่อพระผู้เป็นเจ้า
โจเซฟ สมิธเคยถูกตำหนิที่ไม่ใส่ใจความปรารถนาของพระผู้เป็นเจ้ามากพอ พระเจ้าตรัสกับท่านว่า “เจ้าไม่ควรกลัวมนุษย์ยิ่งกว่าพระผู้เป็นเจ้า แม้ว่าคนจะเห็นคำแนะนำของพระผู้เป็นเจ้าไร้ประโยชน์และดูหมิ่นคำของพระองค์ – แต่เจ้าควรซื่อสัตย์” (ค.พ. 3:7-8) ข้าพเจ้ายอมรับว่าความเกรงกลัวพระผู้เป็นเจ้า หรือที่เปาโลเรียกว่า “ยำเกรง” (ฮีบรู 12:28) ควรเป็นส่วนหนึ่งของความคารวะพระองค์ เราควรรักและคารวะพระองค์จนเราไม่กล้าทำผิดในสายพระเนตรของพระองค์ ไม่ว่าความคิดเห็นหรือแรงกดดันจากคนอื่นจะเป็นเช่นไรก็ตาม โมโรไนขอให้เรา “เริ่มต้นดังในสมัยก่อน และมาสู่พระเจ้าด้วยสุดใจของท่านและทำงานความรอดให้ตนเองด้วยความเกรงกลัวและตัวสั่นต่อพระพักตร์พระองค์” (มอรมอน 9:27)
เพราะโลกรอบตัวเรามักไม่ไยดีพระผู้เป็นเจ้า บางครั้งเป็นเรื่องง่ายที่เราจะลืมไปว่าความรับผิดชอบที่เราจะรู้และทำตามพระประสงค์ของพระองค์นั้นไม่มีเปลี่ยนแปลง คนส่วนใหญ่ไม่ตระหนักหรือเชื่อว่าในวันข้างหน้าแราเต่ละคนต้องรับผิดชอบในชีวิตเราต่อพระเจ้า ทั้งความคิด คำพูด และการกระทำ การพยายามทำสิ่งต่างๆ เพื่อความรอดของเราด้วยความเกรงกลัวและตัวสั่นหมายถึง พยายามเตรียมสิ่งที่จะเป็นรายงานดีในการตัดสินใจและกิจกรรมของชีวิตแต่ละวัน
โดยได้รับพรในสิ่งที่เราได้รับ เราจึงก้าวหน้าทางวิญญาณได้อย่างที่ไม่มีใครทำได้ แต่เราเสี่ยงมากกว่าคนอื่นด้วย เราไม่สามารถทำบาปที่เขาทำโดยไม่มาอยู่ภายใต้การกล่าวโทษที่ใหญ่หลวงกว่า เพราะหากเราทำบาป แสดงว่าเราทำบาปต่อความสว่างที่ใหญ่หลวงกว่า เราจะล้อเล่นกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มอบให้เราดูแลและถือว่าไม่มีความผิดเช่นคนที่ไม่รู้จักพระผู้เป็นเจ้าไม่ได้
พระผู้เป็นเจ้ากำลังค้นหาเราเพื่อดูว่าเราจะพิสูจน์ตนเองว่าซื่อสัตย์ได้หรือไม่ และหากเรามีความซื่อตรงและความรู้สึกไวต่อการให้เกียรติสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เราจะได้รับมากกว่านั้น แต่หากไม่มี พรของเราจะกลับเป็นการกล่าวโทษเรา พระเจ้าตรัสถึงเจตคติหรือแบบฉบับที่ถูกต้องไว้ในคำสอนและพันธสัญญาดังนี้
“ดังนั้น คนที่สวดอ้อนวอนซึ่งวิญญาณของเขาสำนึกผิด คนนั้นถูกรับเป็นของเราหากเขาทำตามพิธีการของเรา
“คนที่พูดซึ่งวิญญาณของเขาสำนึกผิด ภาษาของเขาอ่อนโยนและสร้างสรรค์ คนนั้นเป็นของพระผู้เป็นเจ้า หากเขาทำตามพิธีการของเรา
“และอนึ่ง คนที่ตัวสั่นภายใต้อำนาจของเราจะถูกทำให้เข้มแข็งและจะนำผลแห่งการสรรเสริญและปัญญาออกมาตามการเปิดเผยและความจริงซึ่งเราให้เจ้าไว้ (ค.พ. 52:15-17)
จงยอมรับคำขอร้องอย่างบิดาของแอลมาต่อโคริแอนทอน “โอ้ลูกของพ่อ พ่อปรารถนาว่าลูกจะไม่ปฏิเสธความยุติธรรมของพระผู้เป็นเจ้าอีกต่อไป [โดยคิดว่าไม่มีหรือไม่ควรมีการลงโทษคนบาป] จงอย่าพยายามแก้ตัวแม้แต่น้อยเพราะบาปของลูก โดยปฏิเสธความยุติธรรมของพระผู้เป็นเจ้า แต่ . . . จงยอมให้ความยุติธรรมของพระผู้เป็นเจ้าและพระเมตตาของพระองค์ และความอดกลั้นของพระองค์มีอิทธิพลเต็มที่อยู่ในใจลูก และขอให้มันนำลูกลงมาถึงผงธุลีในความถ่อมตน” (แอลมา 42:30)
ข้อควรระวัง
ข้าพเจ้าขอจบด้วยการขอให้ท่านระวัง ด้วยความคารวะอย่างสุดซึ้งต่อเรื่องศักดิ์สิทธิ์ ความเข้าใจของท่านจะเพิ่มขึ้น พระคัมภีร์พูดถึงความเข้าใจนั้นว่าเป็นความสว่างที่ “สุกใสยิ่งขึ้นๆ จนถึงวันที่สมบูรณ์” (ค.พ. 50:24) กระบวนการดังกล่าวเรียกว่าความก้าวหน้าจากพระคุณถึงพระคุณ พระผู้ช่วยให้รอดทรงก้าวหน้าในวิธีนั้นจนพระองค์ได้รับความบริบูรณ์ และขอให้ท่านตามรอยพระบาทพระองค์ (ดู ค.พ. 93:12-20)
นั่นคือที่ซึ่งสำนึกในความศักดิ์สิทธิ์จะนำท่านไป แต่จงจำไว้เสมอว่า เมื่อความศักดิ์สิทธิ์เพิ่มพูนในใจ และท่านได้รับความรู้และความเข้าใจมากขึ้น ท่านต้องปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านี้ด้วยความเอาใจใส่ ก่อนหน้านี้เราอ่านพระคัมภีร์ที่ยืนยันว่าสิ่งซึ่งมาจากเบื้องบนย่อมศักดิ์สิทธิ์ และต้องพูดถึงด้วยความระวังและโดยการบังคับของพระวิญญาณ พระเจ้าทรงบัญชาโดยไม่อ้อมค้อมด้วยว่า เราต้องไม่โยนไข่มุกให้สุกรหรือให้สิ่งซึ่งศักดิ์สิทธิ์แก่สุนัข (ดู 3 นีไฟ 14:6; ค.พ. 41:6) นี่หมายความว่าเราต้องไม่เผยหรือสนทนาเรื่องศักดิ์สิทธิ์กับคนที่ไม่พร้อมจะชื่นชมคุณค่าของเรื่องนั้นและผู้ที่อาจโจมตีแทนที่จะชื่นชม
จงใช้ปัญญากับสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ท่าน นั่นคือความไว้วางใจ ตัวอย่างเช่น ท่านจะไม่บอกเล่าเนื้อความในปิตุพรของท่านโดยไม่แยกแยะว่าควรเล่าให้ใครบ้าง
ประธานบอยด์ เค. แพคเกอร์เคยแนะนำว่า
“ข้าพเจ้าเชื่อด้วยว่าไม่สมควรเล่าประสบการณ์พิเศษจำเพาะทางวิญญาณอย่างพร่ำเพรื่อ แต่ควรเก็บรักษาไว้ให้ดีและบอกเล่าเฉพาะเมื่อพระวิญญาณทรงกระตุ้นเตือนเราให้ใช้สิ่งเหล่านี้เป็นพรแก่ผู้อื่น
“ข้าพเจ้าไม่เคยลืมคำพูดของแอลมาที่ว่า
“ ‘ประทานให้หลายคนรู้ความลับลึกของพระผู้เป็นเจ้า กระนั้น เขาได้รับพระบัญชาอย่างเคร่งครัดว่าเขาจะไม่เล่านอกจากตามพระคำตอนที่พระองค์ประทานให้ลูกหลานมนุษย์ ตามความเอาใจใส่และความพากเพียรที่พวกเขาถวายแด่พระองค์’ (แอลมา 12:9)
“ข้าพเจ้าเคยได้ยินประธาน [มาเรียน จี.] รอมนีย์แนะนำประธานคณะเผยแผ่และภรรยาในเจนีวาว่า ‘ข้าพเจ้าไม่บอกทั้งหมดที่ข้าพเจ้ารู้ ข้าพเจ้าไม่เคยบอกภรรยาทั้งหมดที่ข้าพเจ้ารู้ เพราะข้าพเจ้าพบว่าหากข้าพเจ้าพูดเล่นมากเกินไปเกี่ยวกับเรื่องศักดิ์สิทธิ์ พระเจ้าจะไม่ทรงวางใจข้าพเจ้าอีก’
“ข้าพเจ้าเชื่อว่าเราต้องเก็บรักษาเรื่องเหล่านี้และไตร่ตรองในใจเรา ดังที่ลูกากล่าวว่ามารีย์ทำเช่นนั้นกับเหตุการณ์อันสูงส่งที่แวดล้อมการประสูติของพระเยซู (ดู ลูกา 2:19)” (“That All May Be Edified” [1982], 337)
ทุกเรื่องที่ศักดิ์สิทธิ์และบริสุทธิ์จะได้รับการเปิดเผยและนำมารวมกันในสมัยการประทานสุดท้ายและยอดเยี่ยมที่สุดนี้ เนื่องด้วยการฟื้นฟูพระกิตติคุณ ศาสนาจักร และฐานะปุโรหิตของพระเยซูคริสต์ เราจึงมีเรื่องศักดิ์สิทธิ์มากมายที่ไม่อาจเข้าใจได้อยู่ในมือเรา นับเป็นพรยิ่งใหญ่เหลือเกินที่เราเกิดมาเวลานี้ ในเวลาและสถานที่ซึ่งพรยิ่งใหญ่ที่ศาสดาในอดีตฝันถึงและรอคอยจะเข้ามาสู่ชีวิตเรา เราจะเพิกเฉยหรือปล่อยให้หลุดลอยไปไม่ได้
แทนที่จะปล่อยไปตามยถากรรม ขอให้ชีวิตท่านเป็นชีวิตที่เชื่อฟังอย่างเคร่งครัดมากขึ้น ข้าพเจ้าหวังว่าท่านจะคิด รู้สึก แต่งกาย และวางตัวในแบบที่แสดงให้เห็นถึงความคารวะและความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และเหตุการณ์ศักดิ์สิทธิ์
ข้าพเจ้าสวดอ้อนวอนขอให้สำนึกในความศักดิ์สิทธิ์จะกลั่นลงมาบนจิตวิญญาณของท่านดังน้ำค้างจากสวรรค์ ขอให้สำนึกนั้นดึงท่านให้ใกล้ชิดพระเยซูคริสต์ผู้ทรงสิ้นพระชนม์ ฟื้นคืนพระชนม์ ทรงพระชนม์ และทรงเป็นพระผู้ไถ่ของท่าน ขอพระองค์ทรงทำให้ท่านบริสุทธิ์ดังที่พระองค์ทรงบริสุทธิ์เพื่อท่านจะนั่งลงในอาณาจักรของพระองค์และ “ไม่ออกไปอีก” ( แอลมา 7:25) ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน