การประชุมเพิ่มประจักษ์พยานของระบบการศึกษาของซีอีเอส สำหรับคนหนุ่มสาว
ศูนย์การประชุมแมริออท มหาวิทยาลัยบริคัมยัง
วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม 2005 เวลา 18.00 – 19.00 น.
เอ็ลเดอร์เดวิด อี. โซเรนเซน
แห่งฝ่ายประธานสาวกเจ็ดสิบ
พรแห่งการทำงาน
ข้าพเจ้าขอบคุณผู้นำฐานะปุโรหิตทุกท่านและภรรยาของท่านที่อยู่กับเราในคืนนี้ ข้าพเจ้าขอบคุณเอ็ลเดอร์และซิสเตอร์เซซิล โอ. ซามูเอลซันที่อยู่ที่นี่ ข้าพเจ้ามีสิทธิพิเศษที่รับใช้ร่วมกับเอ็ลเดอร์ซามูเอลซันในแผนกพระวิหารเป็นเวลาหลายปี ข้าพเจ้ารับรองว่านักศึกษาที่มหาวิทยาลัยบริคัม ยัง เช่นเดียวกับคณาจารย์จะได้รับพรภายใต้ความเป็นผู้นำที่เปี่ยมด้วยความสามารถของประธานและซิสเตอร์ซามูเอลซัน
คืนนี้ขณะที่ข้าพเจ้าครุ่นคิดเกี่ยวกับสิ่งทีข้าพเจ้าอยากจะพูดกับท่าน นั่นคือผู้คนหนุ่มสาวของศาสนาจักร ข้าพเจ้ารู้ว่าส่วนใหญ่แล้วเป็นนักศึกษา เพื่อนหนุ่มสาวที่รัก แท้จริงแล้วพวกเราทั้งหมดคือนักเรียนแห่งพระกิตติคุณใช่ไหมครับ
มีชายคนหนึ่งทำงานในกระทรวงการคลังของสหรัฐ งานของเขาคือสอบสวนในกรณีที่มีเงินปลอมเข้ามาเกี่ยวข้อง เขาเชี่ยวชาญมากในงานที่เขาทำโดยเพียงแค่มองดูที่ธนบัตรเพียงครู่เดียว เขาก็สามารถบอกได้ว่าเป็นของจริงหรือปลอม เย็นวันหนึ่งในงานแถลงข่าวเกี่ยวกับคดีธนบัตรปลอมที่สำคัญ ผู้สื่อข่าวคนหนึ่งพูดกับเขาว่า “คุณคงใช้เวลาศึกษาธนบัตรปลอมเป็นเวลานานมากเพื่อสามารถแยกแยะได้อย่างง่ายดาย”
คำตอบของเขาคือ “ไม่ใช่ ผมไม่เคยศึกษาธนบัตรปลอม ผมใช้เวลาศึกษาธนบัตรจริงจากนั้นจึงเห็นข้อตำหนิได้ง่าย”
ดังนั้นจึงเหมือนกับพระกิตติคุณ พี่น้องชายหญิงที่รัก เราอยู่ที่นี่เพื่อสอนพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ ไม่จำเป็นต้องศึกษาสิ่งที่ไม่จริง เพราะเรามีความจริงอยู่แล้ว ขณะที่ท่านศึกษาศาสนาจักรที่แท้จริงและยินยอมให้พระวิญญาณทำงานภายในตัวท่าน ท่านจะมีคำตอบและวิธีตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ท่านต้องเผชิญ เกี่ยวกับพระคัมภีร์มอรมอน ผู้สอนศาสนาหนุ่มเล่าเรื่องนี้ให้ข้าพเจ้าฟัง ซึ่งข้าพเจ้าพบว่าเป็นจริงหลายปีมาแล้ว จงจำไว้ว่าพระคัมภีร์มอรมอนไม่ได้เป็นสิ่งที่เราพิจารณาแต่ตัวเราเองต่างหาก
ในเย็นวันนี้ข้าพเจ้าต้องการพูดกับท่านเกี่ยวกับหลักธรรมที่จำเป็นที่สุดประการหนึ่งของพระกิตติคุณทั้งมวล ข้าพเจ้าจะพูดถึงคำสอนเรื่องการทำงาน และหวังว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าพูดจะช่วยชี้นำท่านในงานที่ท่านทำอยู่ขณะนี้หรือที่จะทำในอนาคต
ท่านทั้งหลายที่ใกล้สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายหรืออุดมศึกษาหรือผู้ที่กำลังหางานทำ อาจจะถามคำถามนี้กับตนเองขณะสมัครงานว่า “ฉันต้องทำงานกี่ชั่วโมง ฉันจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง ฉันจะมีวันหยุดกี่วัน ฉันจะมีเวลาไปเที่ยวกับเพื่อนๆ หรือทำงานอดิเรกหรือไม่” อย่างไรก็ตามการที่ท่านมีคำถามเหล่านี้ การที่ท่านจดจ่ออยู่กับการใช้เวลาว่างแทนที่การทำงานอาจทำให้ท่านมองไม่เห็นโอกาสที่สำคัญกว่า
งานของพระผู้เป็นเจ้า
งานเป็นหลักธรรมนิรันดร์ ท่านรู้จักใครไหมที่มีความร่ำรวยทั้งหมดของแผ่นดินโลกและมีมากกว่านั้น แต่ยังทำงานอยู่ พระบิดาบนสวรรค์ของเราไงครับ พระองค์คือผู้ทำงาน พระบิดาบนสวรรค์ของเราและพระเยซูคริสต์ทรงแสดงให้เราเห็นจากแบบอย่างและคำสอนของพระองค์ว่างานมีความสำคัญทั้งในสวรรค์และบนแผ่นดินโลก พระเยโฮวาห์ ทรงทำงาน เพื่อสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก พระองค์ทรงเรียกน้ำมารวมกันและทรงทำให้ผืนดินปรากฏ พระองค์ทรงสร้างดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว พระองค์ทรงสร้างสิ่งมีชีวิตในทะเลและบนผืนดิน จากนั้นพระบิดาทรงวางแอดัมและอีฟไว้บนแผ่นดินโลกเพื่อดูแลและปกครองสิ่งมีชีวิตอื่น (ดู ปฐมกาล 1:1-28)
แต่งานของพระองค์มิได้สิ้นสุดที่การสร้าง เราอ่านพบในไข่มุกอันล้ำค่าว่า “นี่คือ งาน ของเราและรัศมีภาพของเรา – ที่จะทำให้เกิดความเป็นอมตะและชีวิตนิรันดร์ของมนุษย์” (โมเสส 1:39) แน่นอนว่าสิ่งนี้รวมถึงชาย หญิง และเด็กทุกคนด้วย ในบรรดาสิ่งที่พระองค์ทรงสนพระทัยนั้น พระบิดาบนสวรรค์ทรงเลือกทำงานเพื่อประโยชน์ของจิตวิญญาณนิรันดร์ของเรา---จิตวิญญาณของท่านและของข้าพเจ้า
พระเยซูตรัสว่า “พระบิดาของเรายังทรงทำอยู่เรื่อยๆ และเราก็ทำด้วย” (ยอห์น 5:17) พระองค์ตรัสด้วยว่า “เราต้องกระทำพระราชกิจของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา” (ยอห์น 9:4)
งานคือพร
ท่านกับข้าพเจ้ามีงานต้องทำให้สำเร็จเช่นกัน ซาตานจะพยายามล่อลวงให้เราเชื่อว่างานของเราไม่คุ้มค่า หรือเราไม่ต้องทำงาน เขาคิดผิดทั้งสองอย่าง เราจำเป็นต้องทำงาน เรามีหน้าที่ดูแลความต้องการของตนเองและของครอบครัว ประเพณีของการเลี้ยงดูตนเองเป็นวิธีของพระเจ้ามาตั้งแต่แอดัมและอีฟออกจากสวนอีเด็น พระเจ้าตรัสกับแอดัมว่า “เจ้าจะต้องหากินด้วยเหงื่ออาบหน้า” (ปฐมกาล 3:19) แอดัมและอีฟทำงานในทุ่งเพื่อจัดหาให้ตามความต้องการของตนเองและของลูกๆ (ดู โมเสส 5:1)
แต่การจัดหาให้ตนเองไม่ใช่จุดประสงค์ประการเดียวของการทำงาน สมมุติว่าท่านได้เงินก้อนใหญ่หรือไม่ว่าด้วยเหตุผลใดที่ทำให้ท่านมีเงินพอเลี้ยงตนเองได้ กระนั้นพระบัญชาให้ทำงานก็มิได้ถูกยกเลิก พระเจ้าตรัสกับชาวอิสราเอลว่า “จงทำการงานทั้งสิ้นของเจ้าหกวัน” (อพยพ 20:9) พระองค์ไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ในพระบัญชาดังกล่าวสำหรับคนที่มีพอและเหลือเก็บ ดังที่เอ็ลเดอร์นีล เอ. แมกซ์เวลล์อธิบายว่า “งานมีความจำเป็นทางวิญญาณเสมอแม้ว่าสำหรับบางคนงานจะไม่ใช่ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ” (1998 ภาคฐานะปุโรหิต “มาช่วยให้ไหล่หนุนล้อเดิน”)
งานไม่ใช่การสาปแช่งแต่เป็นพร เมื่อเราทำงานเราไม่เพียงเชื่อฟังพระบัญชาของพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้นแต่ยังทำให้เราสามารถมีส่วนร่วมในพระคุณแห่งการช่วยให้รอดของพระองค์ พระผู้ช่วยให้รอดตรัสว่า “ถ้าท่านทั้งหลายรักเรา ท่านก็จะประพฤติตามบัญญัติของเรา” (ยอห์น 14:15) ดังที่พระคริสต์ตรัสอย่างชัดเจนว่า หากเรารักพระองค์และปรารถนาจะอยู่กับพระองค์ เราต้องเชื่อฟังพระบัญญัติของพระองค์ รวมถึงพระบัญญัติสมัยแรกที่ให้แอดัมทำงานด้วย
พระเจ้ารับสั่งกับสิทธิชนยุคสุดท้ายในตอนเริ่มต้นของการฟื้นฟูว่า “บัดนี้ เราพระเจ้าไม่ค่อยพอใจผู้อาศัยของไซอันเพราะมีคนเกียจคร้านในบรรดาพวกเขา” (ค.พ. 68:31) ต่อมา ในศตวรรษที่ 20 ฮีเบอร์ เจ. แกรนท์ ศาสดาท่านหนึ่งของพระผู้เป็นเจ้ากล่าวว่า “ให้การทำงานได้รับยกย่องว่าเป็นหลักธรรมชี้นำชีวิตสมาชิกในศาสนาจักรเรา” (Conference Report, Oct. 1936, p. 3)
ท่านเคยคิดไหมครับว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าผู้คนไม่ทำงาน มหาวิทยาลัยของเราจะเปิดดำเนินการได้ไหม รัฐบาลจะบริหารงานได้ไหม โทรทัศน์ของเราจะมีรายการต่างๆ ไหม แม้บางครั้งเราจะคิดว่าดีจังที่มีเงินทั้งหมดที่เราต้องการและไม่ต้องทำงานอีก แต่ข้าพเจ้ามั่นใจว่านั่นไม่ใช่หนทางสู่ความสุขที่แท้จริง คนมีทุกข์ที่สุดที่ข้าพเจ้าเคยพบคือคนที่ไม่ได้ทำงานมาเป็นเวลาหนึ่งด้วยเหตุผลบางอย่าง
งานคือความรับผิดชอบของครอบครัว ข้าพเจ้าทราบว่าบางท่านอยู่ไกลบ้าน แต่ข้าพเจ้าขอเตือนว่าขณะนี้ท่านได้ประโยชน์จากการทำงานของครอบครัว พ่อแม่ของท่านทำงานหนักเพื่อความผาสุกทางร่างกาย ทางวิญญาณ และทางอารมณ์ของท่าน พวกท่านไม่คิดจะให้ใครทำความรับผิดชอบนี้แทน พวกท่านไม่คิดจะให้ ท่าน แบ่งเบาภาระ
เมื่อข้าพเจ้าไปร่วมพิธีสำเร็จการศึกษาของบุตรชายที่คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด คณบดี คิม คลาร์ก ซึ่งเป็นสมาชิกคนหนึ่งของศาสนาจักร ขอให้นักศึกษาที่สวมครุยและนั่งอยู่แถวหน้าเหลียวไปมองบุคคลที่เขารัก ขณะผู้สำเร็จการศึกษาเหลียวไปมอง คณบดีคาร์กหยุดและกล่าวว่า “ถ้าไม่เพราะการสนับสนุนของสมาชิกในครอบครัว พวกท่านจะไม่ได้รับเกียรติในวันนี้” พวกท่านก็เช่นกัน ท่านได้รับมากแล้ว เราคาดหวังและถึงกับขอร้องท่านให้สนับสนุนและมอบความรักเดียวกันนี้แก่บุตรของท่านและครอบครัว สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่า (ใช้คำพูดทั่ว ๆ ไปทุกวันนี้) ให้ “เที่ยวเล่น” ต่อไป เมื่อท่านอายุมากขึ้น บิดามารดาของท่านคาดหวังให้ท่านเลี้ยงดูและพึ่งพาตนเอง
เรามีส่วนร่วมในการทำงาน จงจำไว้ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่จะเริ่มสอนบุตรของท่านแต่เนิ่นๆ ให้เขาทำส่วนของตนในงานของครอบครัว ผู้เคยเติบโตในบ้านที่ได้รับการสอนให้ทำงานจะเป็นพยานได้ถึงคุณค่าของการทำงานในชีวิตท่านเวลานี้ และจริง ๆ แล้วเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาเอ็ลเดอร์ซามูเอลซันพูดกับข้าพเจ้าว่าท่านขอบคุณที่บิดาท่านสอนให้ท่านทำงานและบิดามารดาของภรรยาท่านสอนเธอให้ทำงาน
สมาชิกศาสนาจักรควรทำอย่างสุดความสามารถเพื่อจัดหาสิ่งจำเป็นพื้นฐานของชีวิต --- อาหาร เสื้อผ้า และที่พักอาศัยให้กับครอบครัวของเขา
เราเข้าใจว่าในบางแห่งบนโลกท่านอาจประสบกับความยากลำบากเมื่อพยายามเลี้ยงดูครอบครัว – การทดลองนี้อาจรวมถึงความเจ็บป่วยเรื้อรัง การสูญเสียคู่ครอง พ่อแม่สูงอายุ หรือส่งเสียลูกเรียนหนังสือ รวมถึงปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย พระบิดาบนสวรรค์ทรงนึกถึงครอบครัวในสถานการณ์ดังกล่าว ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าพระองค์จะประทานพลังให้ท่านดำเนินต่อไป พระองค์จะทรงอวยพรเราเสมอถ้าเราทูลขอด้วยศรัทธา
งานคือการรับใช้
เราเรียนรู้เจตคติที่ดีในการทำงาน นิสัย และทักษะจากประสบการณ์การทำงานที่ประสบความสำเร็จ ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่าง ในฟาร์มปศุสัตว์ที่ข้าพเจ้าเติบโตมา เราต้องรีดนมวัวก่อนฟ้าสางทุกวัน ไม่ว่าจะวันอาทิตย์ คริสต์มาส หรือวันหยุด อากาศจะหนาวเย็น หรือบางคนมีไข้ ดวงอาทิตย์จะส่องแสงหรือพายุหิมะพัดกระหน่ำ ทุกเช้าและทุกเย็น เราต้องทำเหมือนเดิมคือรีดนมวัว
ก่อนที่พี่ชายของข้าพเจ้าจะถูกเรียกให้เข้าร่วมสงคราม พวกเขาจะรีดนมเองเกือบทั้งหมด แต่ในปี 1943 เมื่อข้าพเจ้าอายุเพียง 10 ขวบ ข้าพเจ้าจะเข้าไปในโรงวัว ที่นั่นจะมีวัว 10 ถึง 12 ตัวรอให้ข้าพเจ้าปล่อยเข้าไปในโรงรีดนม คุณพ่อคุณแม่มักจะพูดกับวัวว่า “อรุณสวัสดิ์จ๊ะ ดีจังที่ได้พบเธอ” ข้าพเจ้าต้องสารภาพว่าสมัยเด็กข้าพเจ้าไม่รู้สึกต่อวัวแบบนั้นเลย
หลังจากรีดนมวัวแต่ละตัว ข้าพเจ้าจะเทนมจากถังหิ้วลงในถังขนาดสิบแกลลอน แต่ละถังหนักประมาณ 80 ปอนด์เมื่อเต็ม ทำให้ข้าพเจ้าได้ยืดกล้ามเนื้อเด็กๆ ของตนขณะแบกไปที่ถนนเพื่อให้โรงงานผลิตนมมารับไป
คุณพ่อช่วยข้าพเจ้ารีดนมวัวบ่อยๆ และคุณแม่ช่วยบ้างบางครั้ง ข้าพเจ้าจำได้ว่าคุณพ่อคุณแม่รีดนมวัวจนท่านอายุ 80 ปลายๆ แต่คุณพ่อไม่ได้รีดนมวัวเพราะหน้าที่ ท่านรีดนมวัวเพราะวัวต้องรีดนม มีความแตกต่างอยู่ สำหรับท่านแล้ว สัตว์เหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่วัว มันคือบิ๊กแบล็คกี้ บอสซี แซลลี และเบสตี้ ท่านต้องการทำให้มันอารมณ์ดี ท่านพูดเสมอว่าวัวที่อารมณ์ดีจะให้น้ำนมที่ดี สำหรับคุณพ่อแล้ว การรีดนมวัวไม่ใช่ภาระ – อาจดูเหมือนไม่สลับซับซ้อน- แต่คือโอกาส การรีดนมไม่ใช่งานสำหรับท่าน แต่คือการรับใช้
ปรัชญาดังกล่าวช่วยข้าพเจ้าเมื่อเป็นผู้ใหญ่ ช่วยให้ข้าพเจ้าพบว่างานสุจริตทุกอย่างมีเกียรติ ภายในเวลาไม่กี่ปีข้าพเจ้าก็ประจักษ์ว่าการทำงานประจำเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกมั่นใจและมีความสามารถ ข้าพเจ้าภูมิใจในงานของตนเอง ข้าพเจ้าพบว่าไม่มีใครทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจกับงานที่ทำได้ ดังที่อีลีนอร์ รูสเวลท์กล่วว่า “ไม่มีใครทำให้ท่านรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจได้หากท่านไม่ยินยอม” (“Points to Ponder,” Reader’s Digest, Feb. 1963, 261) ท่านควบคุมเจตคติของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านหนุ่มสาวทั้งหลาย เจตคติเกี่ยวกับการทำงาน ความมั่นใจในตนเองและความสามารถจะรับใช้ท่านเป็นอย่างดี --- สิ่งนี้รับใช้ท่านในห้องเรียน สิ่งนี้สามารถรับใช้ท่านในชุมชนหรือสิ่งนี้สามารถรับใช้ท่านที่ทำงาน ข้าพเจ้าเคยทำมาหมดทุกที่แล้ว
แทนที่จะคิดว่างานประจำวันของเราเป็นภาระ เราควรคิดว่าเป็นโอกาส นั่นคือวิธีที่คุณพ่อสอนข้าพเจ้าให้รู้สึกต่อวัว การสอนเหล่านั้นอยู่กับข้าพเจ้าชั่วชีวิตและข้าพเจ้ายังคงไปเที่ยวฟาร์มปศุสัตว์และอนุสรณ์นั้นบ่อยๆ
ขอให้คิดถึงสิ่งนี้ ถ้าหากคุณพ่อพบจุดประสงค์ในวัวไม่กี่ตัวได้ เราแต่ละคนย่อมจะพบจุดประสงค์ในงานของเราได้เช่นกัน
เรียนรู้ที่จะรักงาน
วิธีหนึ่งที่จะมีความสุขกับชีวิตคือเรียนรู้ที่จะรักการทำงาน เวอร์ลาภรรยาข้าพเจ้าเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบ เธอเริ่มทำงานกับคุณป้าเบอร์ธาตอนอายุสิบขวบเช่นกัน ล้างจาน ทำความสะอาดบ้านให้คุณป้า เธอทำงานนับแต่นั้นเรื่อยมา รูปแบบของงานที่ทำแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงชีวิตเธอ เธอเรียนเก่งมาก สอนชั้นประถมหนึ่งไม่กี่ปี เลี้ยงดูลูกเจ็ดคนของเรา ทำงานให้องค์กรระหว่างครูและผู้ปกครอง รับใช้เป็นคณะกรรมการโรงเรียนในท้องที่ ทำงานในสนามเผยแผ่ เป็นผู้พูดหลายร้อยครั้งในศาสนาจักร และรับใช้เป็นคณะกรรมชุมชนมากมาย และเป็นอาสาสมัครด้วย
งานบางอย่างที่เธอทำโลกอาจมองว่าเป็นงานพื้นๆ ธรรมดา เช่นงานที่ดูแลให้ครอบครัวใหญ่ดำเนินต่อไปได้ งานบางอย่างของเธอต้องใช้ความพยายามอย่างมากจากการเรียนต่อชั้นปริญญาโทและส่วนใหญ่จะเป็นความพยายามในการสอนพระกิตติคุณ แต่ไม่ว่าจะงานอะไร เธอทุ่มเทเสมอ เธอมีความสุขมากเมื่อทำงาน เธอบอกเพิ่งบอกกับข้าพเจ้าวันนี้ว่าเธอหวังว่าจะเป็นเหมือนคุณป้าเวรา ซึ่งเมื่อท่านอายุ 90 ท่านพูดว่าท่านหวังว่าจะไม่แก่เกินกว่าจะทำงานได้ ผู้มีความสุขที่สุดคือผู้มีความสุขกับงานของเขา --- ไม่ว่าจะงานอะไรก็ตาม
บางท่านอาจจำเรื่องนี้ได้ที่แสดงให้เห็นว่าเจตคติต่องานของเราสามารถก่อให้เกิดความแตกต่าง
นักเดินทางคนหนึ่งเดินผ่านเหมืองหินและเห็นชายสามคนทำงานอยู่ เขาถามชายทั้งสามคนว่าทำอะไร คำตอบของแต่ละคนเผยให้ทราบเจตคติที่แตกต่างกันต่องานอย่างเดียวกัน
“ผมสกัดหินอยู่ครับ” คนแรกตอบ
คนที่สองตอบว่า “ผมกำลังหาทองให้ได้วันละสามก้อน”
คนที่สามยิ้มและตอบว่า “ผมช่วยสร้างพระนิเวศของพระผู้เป็นเจ้าอยู่ครับ”
จงจำสุภาษิตเก่าแก่ที่ว่า “เจตคติของท่านกำหนดวิสัยทัศน์ของท่าน”
เราควรมีจุดประสงค์มากพอในงานของเรา ไม่ว่าจะงานอะไรก็ตาม เรารับใช้พระผู้เป็นเจ้าได้ในงานซื่อสัตย์ทุกอย่าง กษัตริย์เบ็นจามินศาสดาชาวนีไฟกล่าวว่า “เมื่อท่านอยู่ในการรับใช้เพื่อนมนุษย์ของท่าน ท่านก็อยู่ในการรับใช้พระผู้เป็นเจ้าของท่านนั่นเอง” (โมไซยา 2:17) แม้งานของเราจะเพียงแต่ช่วยจัดหาสิ่งจำเป็นให้ครอบครัว แต่ก็ถือว่าเราช่วยลูกๆ ของพระผู้เป็นเจ้า
พระเจ้าไม่พอพระทัยคนเกียจคร้านหรือคนไม่ทำอะไร พระองค์ตรัสว่า “คนเกียจคร้านจะไม่มีที่ในศาสนาจักร เว้นแต่เขาจะกลับใจและแก้ไขวิธีของเขา” (ค.พ. 75:29) พระองค์ทรงบัญชาด้วยว่า “เจ้าจะไม่เกียจคร้าน เพราะคนที่เกียจคร้านจะไม่กินขนมปังหรือสวมอาภรณ์ของคนทำงาน” (ค.พ. 42:42)
ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของศาสนาจักร ศาสดาสอนสิทธิชนยุคสุดท้ายให้พึ่งพาตน เลี้ยงดูตนเอง และไม่เกียจคร้าน สิทธิชนยุคสุดท้ายที่แท้จริงจะไม่ปัดภาระการเลี้ยงดูตนเองให้แก่ผู้อื่น เพื่อนหนุ่มสาว ท่านควรตัดสินใจที่นี่และเดี๋ยวนี้ในสถานการของท่านเองว่าท่านจะพึ่งพาตนเองตลอดชีวิต
หญิงสาวหลายท่านเป็นหรือจะเป็นมารดาและอาจได้รับพรโดยการอยู่บ้านเลี้ยงลูกนานหลายปี พี่น้องหญิงอีกหลายท่านอาจจะเป็นมารดาไม่ได้ หรือหากท่านเป็นมารดา ท่านอาจจะอยู่บ้านเต็มเวลาไม่ได้ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด ข้าพเจ้าขอให้หญิงสาวทุกคนทำตามคำแนะนำของศาสดาและศึกษาหาความรู้ให้มากที่สุด การศึกษามีคุณค่า การศึกษาจะทำให้ท่านรู้สึกเชื่อมั่นหากต้องอยู่บ้านเลี้ยงลูก และหากอนาคตนำพาท่านให้ต้องทำงาน การศึกษาจะอำนวยให้ท่านได้งานที่มีความหมายมากกว่าและมีค่าตอบแทนมากกว่า
งานของเราต้องมีความสุจริตและมีจุดประสงค์ที่ดี พระบิดาบนสวรรค์ไม่ทรงมีความสุขเมื่อเราได้รับผลประโยชน์จากงานชั่วร้ายหรืองานที่ไม่ต้องทำอะไร ประธานสเปนเซอร์ ดับเบิลยู. คิมบัลล์กล่าวว่า “ข้าพเจ้ารู้สึกแรงกล้าว่าคนที่ยอมรับค่าจ้างหรือเงินเดือนโดยไม่ให้เวลา พลังงาน ความตั้งใจ และการรับใช้ [ที่เป็นธรรม] เขากำลังรับเงินที่ไม่สะอาด” เป็นคำพูดที่รุนแรงใช่ไหมครับ ท่านกล่าวด้วยว่าเงินที่ได้มาจากการปฏิบัติชั่วร้ายหรือไม่ทำอะไรเลย เช่น ลักขโมย การพนัน รวมถึงล๊อตเตอรี่ การฉ้อราษฎร์บังหลวง ขายยาผิดกฎหมาย กดขี่คนยากจน หรือทำนองนี้ คือเงินไม่สะอาด
ประธานคิมบัลล์นิยามความแตกต่างระหว่างงานที่มีเกียรติกับงานที่ชั่วร้ายดังนี้ท่านกล่าวไว้ว่า
“เงินสะอาดคือเงินชดเชยการทำงานที่ซื่อสัตย์เต็มวัน คือเงินที่จ่ายตามการรับใช้ที่ซื่อสัตย์ คือกำไรที่เป็นธรรมจากการขายสินค้า หรือการรับใช้ รายได้มาจากธุรกิจการค้าที่ทุกฝ่ายได้กำไร” ข้าพเจ้าขอพูดซ้ำว่ารายได้มาจากธุรกิจการค้าที่ทุกฝ่ายได้กำไร
“เงินสกปรกคือ เงิน ที่ได้จากการลักขโมยหรือปล้น…การพนัน…การซื้อขายที่เป็นบาป…การกินสินบน…และ…การขูดรีด” (ใน Conference Report, Oct. 1953, 52)
ทุกวันนี้มีคนจำนวนมากใช้เงินที่ได้มาอย่างง่ายๆ เป็นเหยื่อล่อ โดยเสนอทางลัดเพื่อให้รวยเร็วและมีชีวิตสะดวกสบาย เราฟังเรื่องเหล่านี้ตลอดเวลา เหยื่อล่อเหล่านี้คือภาพลวงตา และศาสดาแนะนำมาตลอดให้ต่อต้านการตกเป็นเหยื่อของการล่อลวงของ “เงินที่ได้มาง่ายๆ” เราต้องไม่สูญเสียความสามารถในการตัดสินอย่างฉลาด การชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงกับประโยชน์ และเข้าใจความหมายของชีวิตให้มากขึ้น
ในโลกของงานประจำวัน หลายคนรู้สึกเฉื่อยชาทางวิญญาณเพราะใจจดจ่ออยู่กับเนื้อหนัง พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้เมื่อเป็นไปได้ ช่างน่าเศร้าเหลือเกินถ้าหากงานอาชีพของเราทำให้เราต้องติดต่อกับผู้ทำลายความเข้มแข็งทางวิญญาณ “เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลกแต่ต้องเสียชีวิตของตน ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร” (มาระโก 8:36) พระเจ้าทรงบอกเราว่า “มนุษย์ธรรมดาจะรับสิ่งเหล่านั้นซึ่งเป็นของพระวิญญาณแห่งพระเจ้าไม่ได้ เพราะเขาเห็นว่าเป็นสิ่งโง่เขลา และเขาไม่สามารถเข้าใจได้เพราะว่าจะเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้ก็ต้องสังเกตด้วยวิญญาณ” (1 โครินธ์ 2:14)
ตามปกติแล้วเราควรหาดุลยภาพระหว่างการทำงาน การพักผ่อน และการหย่อนใจ หากไม่ทำงาน การพักผ่อนหย่อนใจย่อมไม่มีความหมาย มีภาษิตเก่าแก่กล่าวว่า “การไม่ทำอะไรเลยคืองานหนักที่สุด” การพักผ่อนไม่เพียงทำให้สบายใจและจำเป็นเท่านั้น แต่เราได้รับบัญชาให้พักผ่อนในวันแซบัธด้วย (ดู อพยพ 20:10) พระเจ้าทรงสัญญาแก่ผู้ที่รักษาวันแซบัธว่า “ความบริบูรณ์ของแผ่นดินโลกเป็นของพวกเจ้า” (ค.พ. 59:16
บางท่านอาจทราบว่าข้าพเจ้ากับซิสเตอร์ซอเรนเซนเคยอยู่ในเอเซียสองสามปี ขณะอยู่ที่นั่นเราได้ยินคำกล่าวโบราณที่ว่า “จงเลือกงานที่ท่านรัก ชีวิตของท่านจะได้ไม่ต้องทำงานไปวันๆ” ส่วนใหญ่ ข้าพเจ้าเชื่อว่ามีความคิดฝันอยู่ ข้าพเจ้าไม่ต้องการให้ฟังแล้วเศร้าใจ แต่ความเป็นจริงคืองานมักไม่ดึงดูดใจเสมอไป ข้าพเจ้าคิดว่าความจริงที่เหมาะสมคือคำแนะนำของประธานโธมัส เอส.มอนสัน ท่านกล่าวว่า “จงเลือกคนที่ท่านจะรัก แล้วรักคนที่ท่านเลือก” (In Conference Report, Oct. 1988, 82; หรือ Ensign, Nov. 1988, 71) ท่านกำลังพูดเรื่องการแต่งงาน แต่ข้าพเจ้าขอประยุกต์ใช้คำแนะนำนี้กับงานอาชีพที่ท่านเลือก จงเลือกงานที่ท่านรัก และรักงานที่ท่านเลือก
ข้าพเจ้าหมายความว่า มีหลายคนยึดติดกับความคิดที่ว่างานของเขาควรให้ค่าตอบแทนมากกว่านี้ หรือดึงดูดใจมากกว่านี้ หรือน่าเบื่อน้อยกว่านี้ เมื่อชีวิตลำบาก ซึ่งหลีกหนีไม่พ้น พวกเขาจะเริ่มคิดว่างานที่เลือกไว้ไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเขาคิด พวกเขาเริ่มเชื่อว่าหญ้าที่อยู่อีกด้านหนึ่งของรั้วเขียวกว่า ท่านจะพบว่าคนเหล่านี้กำลังพูดว่า “ถ้าฉันตัดสินใจเรียนแพทย์แทนที่จะเรียนกฎหมาย ฉันคงได้เป็นนายแพทย์ที่มีชื่อเสียงไปแล้ว” หรือ “ถ้าฉันได้งานสำคัญๆ ก็คงจะดีไม่น้อย ถ้าได้เป็นเจ้านายเหมือนเขา ฉันคงจะทำงานหนัก ปฏิบัติดีต่อผู้คน และประสบความสำเร็จ”
คนที่ไม่สามารถออกจากความคิดนี้ได้มักจะบรรลุความดีเลิศในงานอาชีพใดๆ ได้ยาก เขาตกหลุมรักอาชีพหนึ่งแล้วก็ไม่หลงใหล “เรื่องเล็กและง่ายๆ” นั้นอีก สุดท้ายก็เลิกทำเพื่อไล่ตามความเพ้อฝันในเรื่องอื่น เขาลงเอยด้วยการเปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ ไม่จดจ่อให้นานพอจะบรรลุความดีเลิศ (ถ้าคำพูดของข้าพเจ้าทำรบกวนท่านบางคน ข้าพเจ้าขอให้ท่านกลับใจ)
เมื่อท่านเลือกงานแล้ว จงรักงานนั้น ไม่มีงานใดสมบูรณ์แบบ งานทุกอย่างมีการท้าทายและมีช่วงน่าเบื่อ เช่นเดียวกับชีวิตแต่งงาน ความสำเร็จและความดีเลิศในงานของท่านอาจต้องทุ่มเทและทำงานยาวนานหลายปี
ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่างหนึ่ง ไมเคิลแองเจโล จิตรกรและช่างแกะสลักฝีมือเยี่ยมให้ข้อคิดที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับงานของเขาไว้ดังนี้ “หากผู้คนรู้ว่าผมทำงานหนักเพียงใดกว่าจะเชี่ยวชาญ เขาจะไม่แปลกใจเลยกับความเชี่ยวชาญของผม” บางท่านอาจเคยเห็นผลงานอันปราดเปรื่องของไมเคิลแองเจโลมาแล้ว แต่มีกี่คนฉุกคิดถึงงานที่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าและจำเจของการแกะรูปสลักเดวิดออกจากหินอ่อนแผ่นเดียวที่สูงสิบเจ็ดฟุต และเพื่อสร้างรูปปั้นเดวินสูงสิบสี่ฟุต แน่นอนว่าเดวิดไม่ใช่งานแกะสลักชิ้นแรกของไมเคิลแองเจโล ไม่สงสัยเลยว่าเขาคงมุมานะทำงานแกะสลักหลายร้อยหลายพันชิ้นมาแล้วกว่าจะได้ผลงานชิ้นเอกชิ้นนี้ ไม่น่าเศร้าหรอกหรือ ถ้าหากไมเคิลแองเจโลตัดสินใจหลังจากตั้งหน้าตั้งตาแกะสลักหินอ่อนไปได้สองสามปีว่างานนี้ยากเกินไป จำเจและน่าเบื่อเกินไป และเขาน่าจะเป็นนักเขียนดีกว่า ถ้าเขาเปลี่ยนใจ เขาคงจะค้นพบว่างานเขียนน่าเบื่อและจำเจด้วยเช่นกัน
ท่านจะพบความสำเร็จมากขึ้นหากท่านตั้งใจทำงานด้วยความกระตือรือร้นแม้จะมีความบกพร่องในงานของท่าน แม้จะมี “เรื่องเล็กและง่ายๆ” ทุกวัน จงจดจ่อกับงานอาชีพที่อยู่ในมือและต้านทานการล่อลวงให้สอดส่ายสายตา ข้าพเจ้ากล้าพูดว่าไม่สำคัญเลยว่าท่านเลือกงานอะไร ข้าพเจ้าสัญญากับท่านว่าหากท่านตั้งใจทำและทำงานอาชีพที่ท่านเลือกให้ดีที่สุด ท่านจะประสบความสำเร็จอย่างมาก และในที่สุดท่านจะรักงานของท่านเกินกว่าจะจินตนาการได้
คำแนะนำ
ข้าพเจ้าขอเพิ่มเติมคำแนะนำอีกสักเล็กน้อย
หนึ่ง พยายามอย่างยิ่งเพื่อเข้ากับผู้อื่นให้ได้ ช่วยแก้ปัญหาไม่ใช่สร้างปัญหา ความจริงก็คือ จงเป็นแบบอย่าง ไม่ใช่คนตัดสิน การศึกษายืนยันครั้งแล้วครั้งเล่าว่าคนทั่วไปไม่ได้ตกงานเพราะเขาขาดความรู้ความสามารถหรือทักษะ ปัญหาที่พบบ่อยกว่านั้นคือเขาเข้ากับคนอื่นไม่ได้ ข้าพเจ้าทราบดีว่าท่านอาจทำให้ทุกคนพอใจตลอดเวลาไม่ได้ แต่ท่านทำให้คนส่วนใหญ่พอใจได้เกือบตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคนหนึ่งในบรรดาคนเหล่านั้นคือเจ้านายของท่าน
สอง จำไว้ว่าผู้คนจะไม่ค่อยปรับปรุงเมื่อเขาประเมินตนเองจากมาตรฐานของเขาเอง ข้าพเจ้ารับรองกับท่านได้ว่าชีวิตและธุรกิจของข้าพเจ้าดีขึ้นเพราะคำวิพากษ์ตำหนิของผู้อื่นมากกว่าคำชมเชย จงเรียนรู้ที่จะประเมินตนเองโดยใช้มาตรฐานของผู้อื่นบ้าง ถ้าหากเจ้านายติว่าท่านโกรธง่ายเกินไป จงรับฟัง ถ้าหากคู่ครองติว่าท่านโกรธง่ายเกินไป และเพื่อนของท่านติว่าท่านโกรธง่ายเกินไป อาจจะเป็นไปได้ว่าท่านโกรธง่ายเกินไป เมื่อท่านได้ยินความคิดเห็นเช่นนั้น จงฟังก่อนจะปฏิเสธ ประเมิน และชั่งน้ำหนัก ท่านคิดไหมว่าต้องเปลี่ยน เข้ากับผู้อื่นให้ได้โดยไม่คำนึงถึงคำวิพากษ์ตำหนิ หากท่านอยากจะเข้ากับเขาให้ได้ ท่านย่อมทำได้
สาม เป็นคนมองโลกในแง่ดี อย่ามองโลกในแง่ร้าย โดยเฉพาะเมื่อมองตนเอง อย่ายอมรับคำพูดในแง่ร้ายเกี่ยวกับพระบิดาบนสวรรค์ของท่าน--- คิดถึงที่มาเหล่านั้น --- ต้นตอเหล่านั้นมาจากซาตาน อย่ายอมรับคำพูดในแง่ร้ายเกี่ยวกับผู้นำของศาสนาจักรนี้หรือที่เกี่ยวกับศาสนาจักรเองที่เป็นองค์กร ต้องทำงานเพื่อปฏิเสธข่าวสารของซาตาน แต่งานเช่นนั้นจะนำไปสู่ความสุข
คำพูดนี้ถึงอดีตผู้สอนศาสนา อย่าละทิ้งหลักธรรม นิสัย หรือประสบการณ์อันยิ่งใหญ่ที่ท่านเรียนรู้ในสนามเผยแผ่ อย่าละเลยเรื่องรูปลักษณ์ เจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ไม่ได้คาดหวังให้ท่านผูกไท สวมเสื้อขาว และใส่สูทสีกรมท่าไปโรงเรียน อย่างไรก็ตาม ขอให้แต่งตัวสุภาพตามที่เรียนรู้มาในคณะเผยแผ่ สิ่งนี้จะมีผลดีกับท่านในสถานที่ทำงาน จงแต่งตัวเพื่อความสำเร็จ นิสัยส่วนตัวของท่านแสดงให้เห็นถึงความสะอาด ความภาคภูมิ และหลักธรรมพระกิตติคุณที่ท่านได้รับการสอนขณะเป็นผู้สอนศาสนา
สรุป
ข่าวสารของข้าพเจ้าค่ำนี้สรุปออกมาได้สองข้อ ข้อแรกมาจากประธานเดวิด โอ. แมคเคย์ ท่านกล่าวว่า “ขอให้เราตระหนักว่าสิทธิพิเศษในการทำงานคือของประทาน พลังในการทำงานคือพร และความรักงานคือความสำเร็จ” (Pathways to Happiness, 1957, 381)
ข้อสองมาจากศาสดาที่มีชีวิตผู้เป็นที่รักของเรา ประธานกอร์ดอน บี. ฮิงค์ลีย์ ท่านกล่าวว่า “งานสำคัญของโลกมิได้กระทำโดยผู้มีอัจฉริยภาพ แต่โดยคนธรรมดาผู้มีดุลยภาพในชีวิต ผู้เรียนรู้ที่จะทำงานในวิธีที่เหนือธรรมดา” (Our Fading Civility, Brigham Young University commencement address, Apr. 25, 1996, 15) คำพูดนี้มีให้ไว้เพราะจะมีความผิดหวังและท้อแท้อยู่ตามทาง พี่น้องชายหญิง
ออร์สัน เอฟ. วิทนีย์ ปลอบโยนเราว่า
“ความเจ็บปวดที่เราทนทุกข์ การทดลองที่เราประสบมิได้สูญเปล่า หากแต่ให้ความรู้แก่เรา และพัฒนาคุณสมบัติมากมาย เช่น ความอดทน ศรัทธา ความแข็งแกร่ง และความอ่อนน้อมถ่อมตนทั้งหมดที่เราทนทุกข์และทั้งหมดที่เราอดทน โดยเฉพาะเมื่อเราอดทนด้วยดีล้วนสร้างอุปนิสัย ทำให้ใจเราบริสุทธิ์ขยายจิตวิญญาณ ทำให้เราอ่อนโยนและใจบุญมากขึ้น คู่ควรมากขึ้นต่อการได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระผู้เป็นเจ้า . . . ความเศร้าโศกและความทุกข์ยาก ความเหน็ดเหนื่อยและความยากลำบากทำให้เรารอบรู้ เรามาที่นี่เพื่อให้ได้ความรู้นั้นอันจะทำให้เราเป็นเหมือนพระบิดาและพระมารดาในสวรรค์มากขึ้น
(อ้างอิงจาก สเป็นเซอร์ ดับเบิลยู. คิมบัลล์ Faith Precedes the Miracle, p. 98)
ในฐานะผู้รับใช้ที่นอบน้อมของพระเจ้า ข้าพเจ้าสัญญาและอวยพรท่านขณะที่ท่านทำการรักษามาตรฐานของพระเจ้าที่ได้วางไว้ผ่านทางพระคัมภีร์และทางศาสดาของพระองค์ ขณะที่ท่านศึกษา ขณะที่ท่านสวดอ้อนวอน ขณะที่ท่านจ่ายส่วนสิบและเงินบริจาคจากเงินที่ท่านหามาได้ด้วยการทำงาน ท่านจะประสบความสำเร็จในชีวิตมากขึ้น เช่นเดียวกันกับงานประจำวันของท่าน ท่านจะเป็นพนักงานที่ดีขึ้น ท่านจะเป็นพนักงานที่มีผลงานดีขึ้นท่านจะเป็นพนักงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้เพราะพระวิญญาณของพระเจ้าจะสถิตอยู่กับท่าน ช่วยท่าน และให้กำลังใจท่าน
ข้าพเจ้านำความรักจากศาสดาที่รักยิ่งของเรา ประธานฮิงค์ลีย์มาให้ท่าน เมื่อไม่นานมานี้ ในการปราศรัยกับสมาชิกของสเตคบ้าน ประธานฮิงค์ลีย์กล่าวว่า “เรื่องต่างๆ ไม่เลวร้ายอย่างที่เราคิด…ข้าพเจ้ามองโลกในแง่ดีมากเกี่ยวกับศาสนาจักรนี้ ข้าพเจ้ามองโลกในแง่ดีมากเกี่ยวกับเยาวชนของศาสนาจักรนี้ เราไม่ต้องกลัว เราไม่มีอะไรต้องกลัวหากเราจะดำเนินชีวิตตามพระกิตติคุณ หากเราจะทำการตัดสินใจตามความสว่างของพระกิตติคุณ หากเราจะคุกเข่าสวดอ้อนวอนพระเจ้าทูลขอความสว่างทางปัญญา ความเข้าใจ การนำทางและความกล้าหาญ เราไม่ต้องกลัว”
พี่น้องชายหญิงที่รักทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอแสดงประจักษ์พยานต่อท่านวันนี้ ข้าพเจ้าเชื่อในพระเยซูคริสต์ ข้าพเจ้าเชื่อสิ่งที่พระองค์ตรัส ข้าพเจ้าเชื่อสิ่งที่พระองค์ตรัสเมื่อรับสั่งกับชาวนีไฟว่า “เราสร้างท้องฟ้าและแผ่นดินโลก และทุกสิ่งที่อยู่ในนั้น เราอยู่กับพระบิดาตั้งแต่ต้น” (3 นีไฟ 9:15) ข้าพเจ้าทราบว่าพระองค์คือพระบุตรของเอโลฮิม พระบิดาผู้ทรงสร้างแอดัมและอีฟ ข้าพเจ้าทราบว่าพระองค์ พระบุตร ประสูติจากมารีย์ในเบธเลเฮมแคว้นจูเดีย ข้าพเจ้าทราบถึงการประสูติของพระองค์ตามที่มัทธิวกล่าวไว้ในสมัยของกษัตริย์เฮโรด ข้าพเจ้าเชื่อสิ่งที่พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต” (ยอห์น 8:12) ข้าพเจ้าเชื่อพระเยซูคริสต์ที่พระองค์ตรัสว่า “ถ้าผู้ใดประพฤติตามคำของเรา ผู้นั้นจะไม่ประสบความตายเลย” (ยอห์น 8:51) ข้าพเจ้าทราบว่าพระองค์และพระบิดาของพระองค์ทรงมาปรากฏต่อเด็กหนุ่ม โจเซฟ สมิธ
ข้าพเจ้าทราบว่าพระเยซูคริสต์จะทรงช่วยเราแต่ละคนในงานของเราได้หากเราจะช่วยพระองค์ในงานของพระองค์ “เพราะจะเขียนชื่อของคนชอบธรรมไว้ในหนังสือแห่งชีวิตและกับเขาเราจะให้มรดกทางขวามือของเรา และบัดนี้พี่น้องของข้าพเจ้า ท่านมีอะไรจะกล่าวคัดค้านเรื่องนี้เล่า ข้าพเจ้ากล่าวกับท่านว่า หากท่านพูดคัดค้านก็ไม่เป็นไร เพราะคำของพระผู้เป็นเจ้าต้องสัมฤทธิ์” (แอลมา 5:58) ข้าพเจ้าทราบและเป็นพยานว่าเรามีศาสดาที่มีชีวิตอยู่ กอร์ดอน บี. ฮิงค์ลีย์ จะช่วยเราในงานของเราหากเราฟังคำแนะนำจากท่าน
เพื่อนหนุ่มสาวที่รักของข้าพเจ้า ท่านเป็นความหวังของชุมชนที่ท่านอาศัยอยู่ ท่านจะเป็นผู้นำในอนาคตของศาสนาจักรนี้ ผู้นำชุมชมของโลก ข้าพเจ้าแสดงประจักษ์พยานที่นอบน้อมนี้ว่าถ้าท่านจะทำงานเพื่อพระบิดาบนสวรรค์ของเราและพระบุตรของพระองค์พระเยซูคริสต์ พระองค์จะทรงประทานพร ดูแลและปกป้องท่านในวันเวลาที่ท่านมีชีวิตอยู่ ข้าพเจ้าแสดงประจักษ์พยานในพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ แม้พระเจ้าของเรา พระผู้ไถ่ของเรา พระผู้ช่วยให้รอด แม้พระผู้บริสุทธิ์แห่งอิสราเอล พระเยซูคริสต์ เอเมน